thansettakij
thansettakij
คมนาคม ชงครม. ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ดันค่าโดยสาร 40 บาทดีเดย์ 1 ม.ค.70

คมนาคม ชงครม. ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ดันค่าโดยสาร 40 บาทดีเดย์ 1 ม.ค.70

27 เม.ย. 69 | 09:20 น.
อัปเดตล่าสุด :27 เม.ย. 69 | 09:20 น.

‘สิริพงศ์’ รมช.คมนาคม สั่งกรมรางเร่งโมเดลบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว Single Ownership เตรียมเปิดโต๊ะเจรจาบีทีเอส-BEM หวังรัฐคุมเบ็ดเสร็จค่าโดยสาร จ่อรื้อแผนลงทุนรถไฟทางคู่เฟส 2 เล็งใช้กองทุน TFF แทนงบประมาณ ลดเพดานหนี้สาธารณะ เปิดทางเอกชนเช่ารางขนส่งสินค้า-ผู้โดยสาร ภายในก.ค.นี้

KEY

POINTS

  • กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ ครม. เพื่อปรับรูปแบบสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าให้รัฐกลับมามีสิทธิ์ในการกำหนดค่าโดยสารและบริหารรายได้เอง (Single Ownership)
  • ตั้งเป้าหมายผลักดันนโยบายค่าโดยสารใหม่ในอัตรา 40-60 บาทตลอดวัน สำหรับรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง
  • กำหนดวันเริ่มใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยจะเริ่มเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานภายในเดือนพฤษภาคมนี้

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ขร. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลระบบรางของประเทศ ต้องเร่งขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

เขย่าสัญญาซื้อคืนสัมปทาน

ทั้งนี้นโยบายเร่งด่วนคือการผลักดันระบบการบริหารรถไฟฟ้ารายเดียว (Single Ownership) หรือการให้รัฐกลับมาเป็นเจ้าของสิทธิในการบริหารจัดการรายได้และกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทั้งหมดเพื่อให้เป็นรูปแบบเดียวกัน (Pattern) คาดว่าการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าแบบใหม่ 40-60 บาทตลอดวัน จะใช้ทุกสีทุกเส้นทางภายในวันที่ 1 มกราคม 2570 

นายสิริพงศ์  กล่าวต่อว่า แนวทางการดำเนินงาน Single Ownership นั้น รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะเข้าไปเจรจากับผู้รับสัมปทานทั้ง 2 รายใหญ่ ประกอบด้วย บริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส และบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM โดยการเจรจาแต่ละรายอาจไม่เท่ากัน เนื่องจากอายุสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละสายสิ้นสุดไม่พร้อมกัน  

 

“การดำเนินงานครั้งนี้ ไม่ใช่การใช้เงินงบประมาณหรือกู้เงินมาเพื่อซื้อสัมปทานคืน แต่เป็นการปรับรูปแบบสัญญาจากการให้สัมปทานการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในรูปแบบ Net Cost มาเป็นสัญญารับจ้างเดินรถในรูปแบบ Gross Cost เราจะแยกส่วนของทรัพย์สิน (Asset) ออกจากการบริหารจัดการ โดยรัฐจะขอคืนสิทธิในการจัดเก็บรายได้และสิทธิในการกำหนดราคาค่าโดยสาร เพื่อให้สามารถคุมราคาตามนโยบายรัฐบาลได้ ส่วนการเดินรถรัฐจะจ้างเอกชนรายเดิมเป็นผู้ดำเนินการต่อ” นายสิริพงศ์ กล่าว 

ส่วนของรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะมีการโอนสิทธิสัมปทานกลับมาเป็นของรัฐทั้ง 3 ช่วง ประกอบด้วย เส้นทางหลัก ช่วงสถานีอ่อนนุช - สถานีหมอชิต จะสามารถดำเนินการได้ก่อน เนื่องจากสัญญาสัมปทานเดินรถของเอกชนเหลือเพียง 3 ปี  ขณะที่ส่วนต่อขยายที่1 ช่วงสะพานตากสิน - บางหว้า และช่วงอ่อนนุช – แบริ่ง รวมถึงส่วนต่อขยายที่ 2  ช่วงแบริ่ง - เคหะสมุทรปราการฯ  และส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ ช่วงหมอชิต - คูคต ปัจจุบันกทม.ดูแลรับผิดชอบ ทำให้ต้องพิจารณาดูรายละเอียดสัญญาก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เป็นระบบเดียวกัน 


 

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ กล่าวต่อว่า การนำการผลักดันระบบ Single Ownership กลับมาเป็นของรัฐ เพื่อให้ราคาค่าโดยสารถูกลง ซึ่งตามขั้นตอนจะต้องนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) กรมขนส่งทางราง ภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ เพื่อพิจารณารูปแบบแนวทางการกำหนดอัตราค่าโดยสารในรูปแบบระยะทาง 40-60 บาทตลอดวัน และการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้ากลับมาเป็นของรัฐ โดยประเมินว่ามูลค่าทรัพย์สินรถไฟฟ้าทุกสายประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่มูลค่าการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 

 

การประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานแก่กรมการขนส่งทางราง (ขร.)

ขณะเดียวกันหากบอร์ดกรมรางมีมติเห็นชอบ เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการการกำหนดค่าโดยสารรถไฟฟ้าและการเป็น Single Ownership ก่อนลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน และเสนอต่อคณะกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟม.) จากนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการตามมาตรา 43 เป็นผู้เจรจาการซื้อคืนสัญญาสัมปทานกับเอกชน 2 รายที่มีสัญญาสัมปทานเดินรถกับภาครัฐ คาดว่าจะเริ่มการเจรจาได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ ก่อนเปิดประชาพิจารณ์กำหนดราคาค่าโดยสารใหม่ ภายในเดือนก.ย.2569 

อย่างไรก็ดีจากการศึกษาโครงสร้างนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคาใหม่ที่จะนำมาใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2570 โดยมีแนวคิดรูปแบบการกำหนดอัตราค่าโดยสารตามระยะทางแบ่งเป็น 2 อัตราหลัก คือ 40 บาทตลอดวัน สำหรับผู้ที่เดินทางในระยะสั้นหรือไม่เกิน 10 สถานี และ 60 บาทตลอดวัน สำหรับผู้ที่เดินทางระยะไกลเกินกว่า 10 สถานีขึ้นไป ซึ่งระบบจะคำนวณผ่านบัตร EMV โดยจะมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 5 บาท ทุกๆปี ตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปีที่ 6 เป็นต้นไป ราคาค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 90 บาทตลอดวัน 

 

ขบวนรถไฟใช้เส้นทางเดินรถรถไฟสายสีแดง

ทั้งนี้หากผู้โดยสารจ่ายตามจริงไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว ระบบจะคิดราคาตามระยะทางจริง  ซึ่งนโยบายนี้มุ่งเน้นการลดค่าครองชีพโดยไม่สร้างภาระงบประมาณชดเชยมากเกินไป เนื่องจากผลการดำเนินงานนโยบายดังกล่าวในรถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสีม่วงที่ผ่านมาพบว่า จำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้น 13% จนรัฐแทบไม่ต้องจ่ายเงินชดเชย คาดว่าเมื่อรถไฟฟ้าทุกสายเป็นระบบเดียวกันจะทำให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 13% แน่นอน 

รื้อแผนลงทุนทางคู่เฟส 2 เล็งใช้ TFF ลดภาระการคลัง

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เบื้องต้นได้มอบหมายให้กรมรางศึกษาการปรับเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนโครงการลงทุนอื่นๆในอนาคต รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 ในบางเส้นทาง จำนวน 3 เส้นทาง ประกอบด้วย รถไฟทางคู่สายปากน้ำโพ - เด่นชัย  ระยะทาง 281 กิโลเมตร วงเงิน 81,143 ล้านบาท ,รถไฟช่วงชุมทางถนนจิระ - อุบลราชธานี ระยะทาง 308 กิโลเมตร วงเงิน 44,103 ล้านบาท และรถไฟทางคู่ ช่วงเด่นชัย - เชียงใหม่  ระยะทาง 189 กิโลเมตร วงเงิน  68,222 ล้านบาท ที่ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) อีกทั้งยังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ โดยให้พิจารณานำรูปแบบกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย Thailand Future Fund (TFF) มาใช้แทนการใช้งบประมาณรัฐ  เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันมีเพดานค่อนข้างสูง  

“ยืนยันว่าการทบทวนแหล่งเงินทุนนี้จะไม่กระทบต่อแผนงานภาพรวมหรือโครงการลงทุนที่ได้รับงบประมาณไปแล้วอย่างโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทางที่ภาครัฐมีการผลักดันในช่วงที่ผ่านมา แต่จะมุ่งเน้นไปที่โครงการลงทุนในอนาคตเพื่อให้การบริหารทางการคลังมีประสิทธิภาพสูงสุด” นายสิริพงศ์ กล่าว 

เปิดทางเอกชน เช่าราง ขนส่ง-เดินรถ

นายพิเชฐ ระบุว่า การใช้ประโยชน์จากกฎหมายทางรางเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนรายอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเดินรถ (Open Access) โดยเอกชนสามารถยื่นความประสงค์ขอเป็นผู้ประกอบการเดินรถบนโครงข่ายรางที่มีอยู่เดิมได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการเดินรถผู้โดยสารหรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้ทาง (Track Access Fee) ให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)

นอกจากนี้รฟท. จะต้องจัดทำแผนตารางเวลาการเดินรถ  เพื่อประกาศให้ทราบทั่วกันว่ามีเส้นทางหรือตารางเดินรถช่วงใดที่ยังว่างอยู่ ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยกรมรางจะเป็นผู้กำหนดเพดานอัตราค่าใช้ทางสูงสุดเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อเอกชนและประชาชน ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและสร้างทางเลือกใหม่ๆ เช่น การให้ไปรษณีย์ไทยหรือบริษัทเอกชนเดินรถขนส่งสินค้าเองโดยใช้หัวจักรและตู้บรรทุกของตนเอง