
'สิริพงศ์' จ่อถกคลัง ดันแท็กซี่ 2.7 หมื่นคัน แลกรถใหม่อีวี-ไฮบริด หั่นภาษีล้อเลื่อน 80%
'สิริพงศ์' กางโรดแมปยกเครื่องกรมขนส่งฯ ดัน 'รถเก่าแลกใหม่' ดึงแท็กซี่ 2.7 หมื่นคัน ร่วมระบบอีวี หั่นภาษีรถใหม่กว่า 80% อุ้มผู้ใช้รถใหม่
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเตรียมหารือกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันโครงการให้แท็กซี่เก่า 27,000 คัน แลกเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือไฮบริดคันใหม่
- เสนอมาตรการจูงใจด้วยการลดภาษีรถยนต์ประจำปี (ภาษีล้อเลื่อน) สำหรับรถ EV และไฮบริดใหม่ลง 80% หรืออาจพิจารณายกเว้นให้
- โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันและค่าผ่อนรถให้แก่ผู้ประกอบการแท็กซี่ และส่งเสริมการใช้รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- คาดว่ามาตรการลดหย่อนภาษีจะมีความชัดเจนและได้ข้อสรุปภายในเดือนมิถุนายนนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังการตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงานของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ถึงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายยกระดับการบริการและความปลอดภัยบนท้องถนน โดยประเด็นสำคัญคือการผลักดันการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสอดรับนโยบายรัฐบาล
ทั้งนี้จากการหารือร่วมกับกรมฯ เบื้องต้นเตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อหาข้อสรุปเรื่องงบประมาณและรูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสมในโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ โดยการขยายผลไปยังกลุ่มรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 27,000 คัน นอกเหนือจากกลุ่มรถยนต์ส่วนบุคคล ให้สามารถนำรถเก่ามาเทิร์นเป็นรถใหม่ที่เป็นรถอีวีหรือไฮบริดได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายวันและค่าผ่อนรถให้แก่ผู้ประกอบการ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอมาตรการลดภาษีล้อเลื่อน (ภาษีรถประจำปี) สำหรับรถใหม่ที่เป็นรถอีวี และกลุ่มรถไฮบริด เข้าไปด้วย เพื่อจูงใจให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
"ในเบื้องต้นเสนอให้ลดภาษีลง 80% หรืออาจพิจารณาให้ฟรี สำหรับรถใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในช่วงเดือนมิถุนายนนี้" นายสิริพงศ์ กล่าว
สำหรับยอดจดทะเบียนรถไฟฟ้า ตาม พรบ.รถยนต์ สะสม ณ วันที่ 17 เม.ย. 69 ดังนี้ กรุงเทพ 282,374 คัน ภูมิภาค 153,256 คัน รวมทั่วประเทศ 435,630 คัน
ส่วนการแก้ปัญหารถยนต์รับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน ได้ตั้งเป้าหมายต้องมีข้อสรุปและยุติปัญหาให้ได้ภายใน 4 เดือน โดยจะมุ่งเน้นการจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีผู้ขับขี่ที่แสดงความประสงค์เข้าสู่ระบบผ่านแอปพลิเคชัน เกือบ 40,000 ราย แต่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย (รย.17, รย.18) รวม 18,189 คัน ซึ่ง เป้าหมายคือ การดึงผู้ขับขี่ที่เหลืออีกประมาณ 38,443 ราย เข้าสู่ระบบทั้งหมด
อย่างไรก็ดีได้เน้นย้ำว่าผู้ขับขี่รถสาธารณะผ่านแอปพลิเคชันต้องมีใบอนุญาตขับขี่สาธารณะเท่านั้นและห้ามคนต่างชาติประกอบอาชีพขับขี่รถสาธารณะโดยเด็ดขาด เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลความปลอดภัยและลงโทษตามกฎหมายได้หากเกิดเหตุแก่ผู้โดยสาร






