
เปิดทาง 3 เอกชน ลุ้นชิงใบอนุญาตเดินรถไฟ หลังพ.ร.บ.ราง ผ่านฉลุย
กรมรางฯ กางไทม์ไลน์กฎหมายหลังมีผลบังคับใช้ สั่ง รฟท.-รฟม. เร่งขอใบอนุญาตประกอบกิจการใน 120 วัน เตรียมเปิดทางเอกชน 3 ราย ใช้รางภายในก.ย.นี้
KEY
POINTS
- พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฉบับใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถยื่นขอใบอนุญาตเพื่อเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้
- มีเอกชน 3 รายที่มีศักยภาพสูงและแสดงความสนใจในการขอใบอนุญาตเป็นกลุ่มแรก ได้แก่ TPIPL, ITD และ Eastern & Oriental Express (E&O)
- กรมการขนส่งทางรางคาดว่าเอกชนจะสามารถเริ่มเข้ามาใช้รางเพื่อเดินรถได้ภายในเดือนกันยายน 2569 หลังจัดทำหลักเกณฑ์และกลไกกำกับดูแลแล้วเสร็จ
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความคืบหน้าพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ว่า ล่าสุดราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา หลังจากนี้กระทรวงคมนาคมต้องดำเนินการออกใบอนุญาตประกอบกิจการให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในช่วงเวลาเดียวกัน ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ มีผลใช้บังคับแล้ว
ทั้งนี้การออกใบอนุญาตฯดังกล่าวให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน รฟท. และรฟม. รวมถึงผู้ที่ได้รับสัมปทานหรือผู้ทำสัญญาว่าจ้างเดินรถขนส่งทางราง ที่มีลักษณะเดียวกับผู้ประจำหน้าที่ ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ก่อนแล้ว ยื่นคำขอรับใบอนุญาตผู้ประจำหน้าที่ต่อกรมฯ ภายในระยะเวลาดังกล่าว รวมถึงให้ผู้ประกอบกิจการ ซึ่งเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถขนส่งทางราง ซึ่งใช้ดำเนินการหรือประกอบกิจการอยู่ก่อนแล้ว ยื่นคำขอจดทะเบียนรถขนส่งทางรางต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาดังกล่าวเช่นกัน
“ในช่วงปีแรกต้องทำให้ออกใบอนุญาตรายแรกได้จริง เพราะถ้าไม่มีใบอนุญาต เอกชนจะยังลงทุนไม่ได้ และกฎหมายจะยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ แต่ถ้าสามารถออกใบอนุญาตฯได้จะเป็นสัญญาณชัดว่าระบบมีความพร้อมทั้งหลักเกณฑ์ความปลอดภัยและการกำกับดูแล ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนทันที” นายพิเชฐ กล่าว
ขณะเดียวกันกรมฯ ประเมินว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้รางมีแนวโน้มจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนกันยายน 2569 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรความจุ ควบคู่กับการจัดทำกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้เมื่อกลไกกำกับดูแลและหลักเกณฑ์ต่างๆ มีความพร้อมแล้ว เอกชนจะสามารถขอรับใบอนุญาตและเริ่มเข้าใช้รางได้ตามกรอบกฎหมาย
นายพิเชฐ กล่าวว่า ปัจจุบันมีเอกชนหลายรายแสดงความสนใจเข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานทางราง โดยกลุ่มที่มีแนวโน้มจะดำเนินการได้จริงในระยะแรก คือ บริษัทที่มีประสบการณ์และการลงทุนด้านระบบรางอยู่แล้ว เช่น บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) (TPIPL) และบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ซึ่งมีการใช้ระบบรางเพื่อขนส่งสินค้าสำหรับกิจการของตน
นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่มีประสบการณ์ด้านการเดินรถเชิงพาณิชย์หรือท่องเที่ยวอย่าง Eastern & Oriental Express (E&O) ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านเทคนิคและการให้บริการ ทำให้กลุ่มเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการเป็นผู้ขอรับใบอนุญาตและเข้าใช้รางเป็นกลุ่มแรกภายใต้พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568
สำหรับขั้นตอนและเกณฑ์การพิจารณาเอกชนที่ต้องการเข้ามาเดินรถ ตามพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 จะเป็นหน้าที่ของผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานในการพิจารณาคัดเลือกและทำสัญญาเข้าใช้รางกับเอกชนโดยตรง โดยต้องดำเนินการภายใต้กติกากลางที่กำหนดให้การจัดสรรความจุ ตารางการเดินรถ และเส้นทางเป็นไปอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง
ทั้งนี้หากเกิดข้อพิพาทหรือความไม่เป็นธรรมในการจัดสรร กฎหมายได้กำหนดให้มีคณะกรรมการดังกล่าวทำหน้าที่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยและวินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกมีความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกราย
นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า การเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้ราง หลังพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว จะมีกลไกทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยกำหนดให้เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานต้องเปิดให้มีการใช้รางร่วมกันและห้ามเลือกปฏิบัติต่อผู้ขอใช้รางทุกราย พร้อมทั้งห้ามมิให้ดำเนินการในลักษณะผูกขาดหรือจำกัดการเชื่อมต่อ
นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้การจัดสรรความจุและตารางเดินรถต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และไม่เอื้อประโยชน์แก่รายใดรายหนึ่ง รวมถึงมีกลไกระงับข้อพิพาทผ่านคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถ และการกำกับผ่านเงื่อนไขใบอนุญาต เพื่อให้เกิดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและป้องกันการผูกขาดในระยะยาว
ขณะที่การกำหนดโครงสร้างราคาค่าใช้ราง เพื่อจูงใจเอกชนให้เข้ามาลงทุนนั้น เบื้องต้นกรมฯ จะกำหนดโครงสร้างราคาค่าใช้รางโดยใช้กลไกเพดานราคาที่คณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางรางกำหนดบนพื้นฐานที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเปิดให้ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานและเอกชนสามารถเจรจาอัตราที่เหมาะสมภายใต้เพดานดังกล่าว รวมถึงการทบทวนอัตราเป็นระยะเพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการจูงใจการลงทุนของเอกชนและการรักษาความยั่งยืนทางการเงินของรัฐได้อย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ดีการเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้รางจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยบรรเทาผลกระทบสถานกาณ์นํ้ามันแพง โดยจะเพิ่มทางเลือกการเดินทางและขนส่งที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ช่วยลดการพึ่งพานํ้ามันในระบบโลจิสติกส์ ซึ่งภาครัฐได้ส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาโครงข่ายรางให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อทำให้ระบบรางเป็นทางเลือกหลักที่มั่นคงและต่อเนื่องในช่วงที่ต้นทุนพลังงานสูง
ขณะเดียวกันภายหลังการเปิดให้เอกชนเข้ามาแข่งขันใช้ราง ประชาชนมีโอกาสที่จะเห็นค่าโดยสารและค่าขนส่งที่คุ้มค่ามากขึ้น เพราะการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในเส้นทางเดียวกันจะกระตุ้นให้เกิดการปรับลดราคาและจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดผู้ใช้บริการ ภายใต้กรอบเพดานราคาที่ภาครัฐกำกับดูแล โดยกรมฯ จะสนับสนุนและกำกับดูแลให้เกิดการแข่งขันที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันให้ระบบรางไทยพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ทั้งนี้ พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ได้ให้อำนาจกรมฯ แก้ปัญหาจุดฟันหลอหรือการเชื่อมต่อที่ไม่สมบูรณ์อย่างเป็นระบบ โดยสามารถวางแผนและกำหนดทิศทางการเชื่อมต่อโครงข่ายตั้งแต่ต้นทางผ่านการศึกษาและเสนอแนวนโยบายต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในโครงการใหม่ รวมถึงมีอำนาจในการตรวจสอบแบบแปลนและให้ความเห็นชอบก่อนก่อสร้าง ตลอดจนกำกับดูแลระหว่างการดำเนินโครงการ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานทางรางสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบในระยะยาว
ส่วนประเด็นที่ประเทศไทยมีปัญหาการนำเข้าเทคโนโลยีรถไฟฟ้าและรถไฟจากหลายค่าย จนทำให้ซ่อมบำรุงยากและใช้อะไหล่ร่วมกันไม่ได้ ประเด็นนี้ถือเป็นความท้าทายที่แก้ไขได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากแต่ละโครงการมีข้อจำกัดและความเหมาะสมแตกต่างกัน ทั้งด้านกายภาพและการลงทุน
สำหรับมาตรฐานที่กรมฯกำหนดตามกฎหมายในระยะแรกจะเน้นมาตรฐานขั้นตํ่าด้านความปลอดภัยและเทคนิค อาจยังไม่สามารถทำให้ใช้อะไหล่ร่วมกันได้ทั้งหมดในทันที โดยกรมฯ มีแนวทางลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาวผ่านการกำหนดในแผนพัฒนาระบบราง ให้โครงการใหม่คำนึงถึงการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุง รวมถึงส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนและวัสดุที่ผลิตในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มประสิทธิภาพการซ่อมบำรุงอย่างยั่งยืน
หน้า 12 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,194 วันที่ 23 -25 เมษายน พ.ศ. 2569






