
"สุรพงษ์" ชงสภา เคาะร่างพ.ร.บ.ราง รอบ 2 ลุ้นประกาศใช้ปี 67
"สุรพงษ์" สั่งกรมราง ชงสภาเคาะร่างพ.ร.บ.รางฯ รอบ 2 คุมค่าโดยสารรถไฟฟ้า-แก้ปัญหาเก็บค่าแรกซ้ำซ้อน หวังเพิ่มความปลอดภัยผู้ใช้บริการ
นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายกรมการขนส่งทางราง (ขร.) ว่า ความคืบหน้าของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การขนส่งทางราง พ.ศ. .... นั้น เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณปลายปี 2566 ที่ผ่านมา พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ ได้มีการเสนอร่างฯ วาระที่ 1 ไปแล้ว แต่ถูกตีกลับ เนื่องจาก พ.ร.บ.ฯ มีระยะเวลาในการพิจารณาร่างประมาณ 90 วัน ซึ่งตรงกับช่วงหมดสมัยรัฐบาลชุดก่อน จึงเสนอไม่ทัน
สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้จะต้องเสนอ พ.ร.บ.ฯ กลับเข้าสภาผู้แทนราษฎร ในวาระที่ 1 อีกครั้ง เมื่อผ่านวาระที่ 1 หลังจากนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ก่อนเข้าสู่วาระที่ 2-3 ก่อนนำขึ้นทูลเกล้า คาดพ.ร.บ.ฯ จะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2567
“ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงเรื่องข้อกฎหมายให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับปัจจุบัน อาทิ ต้องหาวิธีการแก้ไขปัญหาในกรณีการออกใบขับขี่แบบไร้คนขับ เป็นต้น” นายสุรพงษ์ กล่าว
นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า สำหรับประโยชน์หลังจาก พ.ร.บ.ฯ มีผลบังคับใช้แล้ว ประชาชนจะได้รับความปลอดภัยมากขึ้น ดังนี้ 1.การออกกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ขับขี่รถไฟ หรือรถไฟฟ้าที่ประมาท อาทิ ผู้ขับขี่มีการมึนเมา และมีความผิดพลาดในการตรวจสอบรถที่ไม่ได้มาตรฐาน
2.การคุ้มครองและเยียวยาผู้โดยสารที่มีความล่าช้าหรือขัดข้องจากการให้บริการ ซึ่งเรื่องนี้จะต้องการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยโอเปอร์เรเตอร์ทุกรายต้องดำเนินงานตามเงื่อนไขที่กำหนด และ 3.การกำหนดค่าโดยสาร ในราคาต่ำสุดและสูงสุด
“ยืนยันว่าเมื่อพ.ร.บ.ฯ มีผลบังคับใช้แล้ว จะไม่มีการเก็บค่าแรกเข้ารถไฟฟ้าซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานใด หรือโอเปอร์เรเตอร์รายใดก็ตาม โดยการใช้บริการที่เสียค่าแรกเข้าครั้งเดียวต้องใช้บัตร EMV บัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เท่านั้น ส่วนผู้ที่ใช้บัตรโดยสารหรือเหรียญโดยสารยังเสียค่าแรกเข้าตามปกติ ส่วนในเรื่องของการกำหนดอัตราค่าโดยสาร จะมีการกำหนดอัตราค่าโดยสาร โดยใช้สูตรคำนวณจากค่าแรงบวกอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีการคำนวณที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเบื้องต้นจะมีการพิจารณาทุกๆ 24 เดือน” นายพิเชฐ กล่าว






