
รฟท. กางแผนรถไฟไฮสปีดไทย-จีน เฟส 1 ลุ้นเปิดปี 73
รฟท. เปิดแผนคืบหน้า ‘ไฮสปีดไทย-จีน’ เฟส 1 คืบหน้าเกือบ 50% ติดหล่ม 3 สัญญาหลัก ปมทับซ้อนบางซื่อ-ดอนเมือง และสถานีอยุธยา หลังเตรียมรื้อแบบใหม่ รับแนวทางมรดกโลก เร่งเจรจาขยายสัญญา 2.3 งานระบบฯ หวั่นกระทบเป้าเปิดเดินรถปี 73
KEY
POINTS
- โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟส 1 (กรุงเทพฯ-โคราช) ล่าช้ากว่าแผน เนื่องจากติดปัญหาใน 3 สัญญาหลัก ได้แก่ สัญญา 4-5 (สถานีอยุธยา), สัญญา 4-1 (ทับซ้อนกับรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน) และสัญญา 2.3 (งานระบบและขบวนรถ)
- รฟท. กำลังเร่งแก้ไขปัญหา โดยจะปรับแบบสถานีอยุธยาให้เล็กลง และเตรียมเจรจาต่อสัญญางานระบบกับฝ่ายจีน เพื่อให้ทยอยเข้าพื้นที่ทำงานในส่วนที่ก่อสร้างโยธาเสร็จแล้ว
- เป้าหมายการเปิดให้บริการในปี 2573 มีความเสี่ยงสูงและอาจล่าช้าออกไป หากการแก้ไขปัญหาใน 3 สัญญาหลักไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากงานโยธาที่เหลือต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3 ปีครึ่ง
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการฯ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เฟสที่ 1 (กรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ว่า ภาพรวมการดำเนินงานในปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40-50%
ทั้งนี้ยังคงมีอุปสรรคในบางช่วงที่ทำให้งานก่อสร้างล่าช้ากว่าแผน โดยเฉพาะประเด็นการส่งมอบพื้นที่และปัญหาในรายสัญญาที่ยังไม่ได้ข้อยุติ จำนวน 3 สัญญา ดังนี้
สำหรับสัญญาแรกที่ถูกจับตามองอย่างมาก คือ สัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ซึ่งครอบคลุมสถานีอยุธยา ขณะนี้ รฟท. ได้เตรียมแผนปรับรูปแบบสถานีอยุธยาใหม่ให้มีขนาดเล็กลง
ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางของรายงานผลกระทบต่อมรดกโลก (HIA) โดยจะเป็นการปรับแบบภายใต้คอนเซปต์เดิมในสัญญาเดียวกัน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวหากต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในอนาคต
ขณะเดียวกันตามแผนสัญญา 4-5 รฟท. คาดว่าจะดำเนินการสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ก่อนเริ่มกระบวนการประกวดราคาเพื่อหาผู้รับจ้างรายใหม่ได้ภายใน 6 เดือน หากเป็นไปตามแผนจะเริ่มงานก่อสร้างโยธาทางวิ่งได้ภายในปีนี้
ด้านสัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างรอคำตอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับร่างสัญญาที่มีการแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้ร่วมกัน
ส่วนสัญญา 2.3 ซึ่งเป็นสัญญาการจัดหาระบบราง ระบบไฟฟ้า เครื่องกล และการจัดหาขบวนรถไฟ ซึ่งลงนามสัญญาไปเมื่อปี 2562 และกำลังจะครบกำหนดอายุสัญญา 5 ปี ในปีนี้
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า เบื้องต้น รฟท.จำเป็นต้องเจรจากับฝ่ายจีนเพื่อปรับแผนงานและจัดทำรายละเอียดต่ออายุสัญญาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่สามารถออกหนังสือเริ่มงาน (NTP) ได้ เพราะการส่งมอบพื้นที่งานโยธายังไม่เสร็จสิ้น
อน่างไรก็ดีแนวทางการเจรจาหลังจากนี้จะขอให้ฝ่ายจีนทยอยเข้าพื้นที่ก่อสร้างเป็นส่วน ๆ เพื่อให้งานติดตั้งระบบสามารถเริ่มดำเนินการคู่ขนานไปกับงานโยธาที่เสร็จแล้ว
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการเปิดให้บริการที่เคยวางไว้ในปี 2573 นั้น ยอมรับว่าสถานการณ์ในขณะนี้ค่อนข้าง มีระยะเวลาที่กระชั้นชิดมาก เนื่องจากงานโยธาที่เหลืออยู่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีครึ่ง จึงจะสามารถส่งต่อให้งานระบบในสัญญา 2.3 เข้าดำเนินการต่อได้
“หากกระบวนการใน 3 สัญญาหลักข้างต้น ยังมีความล่าช้าเกินกว่าแผนที่ปรับใหม่ อาจส่งผลกระทบต่อกำหนดการเปิดเดินรถในภาพรวม” นายอนันต์ กล่าว
ส่วนประเด็นเรื่องการปรับวงเงินในบางช่วง เช่น การปรับโครงสร้างทางวิ่งบริเวณโคราชจากคันดินเป็นทางยกระดับ ซึ่งต้องรอเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
“ในระหว่างนี้การดำเนินงานหลายอย่างต้องรอความชัดเจนจากการแต่งตั้งบอร์ด รฟท. ชุดใหม่และประธานบอร์ดคนใหม่ เพื่อเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจและลงนามในสัญญาจ้างผู้ว่าการ รฟท. อย่างเป็นทางการ เพื่อให้การบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่และคดีความต่าง ๆ สามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง” นายอนันต์ กล่าว





