
กทพ.ฟังเสียงเอกชนสร้าง 'สะพานเชื่อมเกาะสมุย' ชี้ค่าผ่านทาง 1-3 พัน เหมาะสม
กทพ. เปิดเวทีฟังเสียงเอกชน โปรเจ็กต์สะพานเชื่อมเกาะสมุย 37 กม. มั่นใจสร้างรายได้เข้าประเทศ 4 แสนล้านใน 30 ปี เล็งชง ครม. อนุมัติปี 70 เริ่มตอกเสาเข็มปี 72 ด้าน BTS ท้วงติงผลตอบแทนทางการเงินติดลบ 0.31% ลุ้นรัฐรวบสัญญาสิทธิบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ดึงดูดการร่วมทุน PPP
KEY
POINTS
- กทพ. เปิดรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนเกี่ยวกับโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุนกว่า 7.4 หมื่นล้านบาท เพื่อหาข้อสรุปรูปแบบการลงทุน
- ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อผลตอบแทนทางการเงินของโครงการ (FIRR) ที่ติดลบ 0.31% ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจร่วมลงทุนและการระดมทุน
- เอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐสร้างความชัดเจนในการนำรายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Rest Area) มารวมในสัญญา เพื่อทำให้โครงการมีความคุ้มค่าและน่าสนใจมากขึ้น
19 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยว่า ภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมการสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Opinion Hearing) งานศึกษาความเหมาะสมทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มูลค่าลงทุน 74,044 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1,628 ล้านบาท ค่าก่อสร้างงานโยธา 63,275 ล้านบาท ค่าควบคุมงานก่อสร้าง 1,582 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและบำรุงรักษาโครงการ 7,559 ล้านบาท
ทั้งนี้จากการลงพื้นที่เกาะสมุยล่าสุด พบว่าเศรษฐกิจในพื้นที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด เห็นได้จากราคาที่พักที่ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัว
“การจะรักษาการเติบโตนี้ให้ยั่งยืนจำเป็นต้องมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่ใดมีการเชื่อมต่อ ที่นั่นย่อมมีความเจริญ โดยเชื่อมั่นว่าสะพานแห่งนี้จะเป็นจิกซอว์สำคัญที่เชื่อมโยงความเจริญระหว่าง 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี” นายสุรเชษฐ์ กล่าว
ขณะเดียวกัน กทพ. ประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยสร้างรายได้ (Income) ให้กับประเทศในระยะเวลา 30 ปี เป็นมูลค่าสูงถึง 400,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้ท่องเที่ยวต่อจากภูเก็ตและสมุยในปัจจุบันที่สร้างมูลค่ามหาศาลให้แก่รัฐ
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า โครงการนี้เป็นการลงทุนขนาดใหญ่เทียบเท่าโครงการรถไฟไฟฟ้า ซึ่งรายได้จากค่าผ่านทางเพียงอย่างเดียวอาจไม่คุ้มทุนในช่วงแรก จึงจำเป็นต้องมีการสนับสนุน (Subsidy) จากภาครัฐด้วย เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเพดานหนี้สาธารณะ
อย่างไรก็ตามกทพ. จึงเปิดกว้างในการหารือรูปแบบการร่วมทุนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund) โดยกำหนดขอบเขตการลงทุน (Scope) ที่ครอบคลุมทั้งตัวสะพาน และพื้นที่จุดพักรถ (Rest Area) บริเวณชายฝั่ง
"โครงการนี้ศึกษามาเกือบ 3 ปีแล้ว ขณะนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการหาข้อสรุปด้านรูปแบบการลงทุน โดยการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ จะถูกนำไปประมวลผลเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการ กทพ. และคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ขออนุมัติโครงการต่อไป " นายสุรเชษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ตามแผนจะดำเนินการศึกษความเหมะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการฯภายในปี 2566-2569 ก่อนเสนอกระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ ขออนุมัติดำเนินโครงการฯในปี 2569-2570 และดำเนินงานจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี 2571-2572 คาดว่าจะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ในปี 2572-2576 พร้อมเปิดให้บริการปลายปี 2576
ขณะเดียวกันจากผลการศึกษาโครงการฯ พบว่า อัตราผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจ (EIRR) 15.58% มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 59,500 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) 2.69 เท่า ขณะที่อัตราผลตอบแทนด้านการเงิน (FIRR) -0.31% มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) -35,157 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) 0.28 เท่า
แหล่งข่าวจากบริษัท บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ได้ตั้งคำถามความคุ้มค่าโครงการสะพานเชื่อมเกาะสมุย หลังพบตัวเลขผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ติดลบ 0.31% เนื่องการก่อสร้างงานโยธาใช้งบประมาณสูง 6.3 หมื่นล้าน และงานระบบ เพียง 600 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนงบประมาณที่เหลื่อมล้ำกัน
นอกจากนี้หากรัฐใช้รูปแบบการร่วมลงทุน PPP โดยภาครัฐลงทุนค่างานโยธา และเอกชนลงทุนค่างานระบบ จะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนมีน้อยเกินไป เมื่อเทียบกับขนาดโครงการ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับภาระความเสี่ยงในการบริหารจัดการ (O&M) ในระยะยาว อาจทำให้พิจารณาความคุ้มค่าได้ยาก
เช่นเดียวกับประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับกลุ่มนักลงทุน คือ ตัวเลขผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ที่ติดลบ 0.31% ซึ่งในที่ประชุมมีการยอมรับว่า ตัวเลขนี้คำนวณจากรายได้ค่าผ่านทางเพียงอย่างเดียว โดยยังไม่ได้รวมรายได้จากพื้นที่บริการเชิงพาณิชย์ หรือ Rest Area เข้าไป
อย่างไรก็ดีการที่โครงการพื้นฐานมี FIRR ติดลบ จะทำให้การระดมทุนและการทำโมเดลธุรกิจ (Business Case) ของเอกชนทำได้ลำบาก หากภาครัฐมีความชัดเจนในการนำสัญญาบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Rest Area) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาสัมปทาน เพื่อเปลี่ยนตัวเลขติดลบให้กลับมาเป็นบวกและสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ
ส่วนประเด็นที่มีกระแสข่าวถึงอัตราค่าผ่านทางโครงการสูงถึง 1,000-3,000 บาทต่อคัน นั้น เบื้องต้นจากการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาได้ออกมายืนยันว่าอัตราดังกล่าวเหมาะสม เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาจากการทำแบบสอบถามต่อผู้ใช้บริการทางพบว่า สัดส่วนอัตราค่าผ่านทางที่พึงพอใจในการจ่ายอยู่ที่ 1,000-1,200 บาท
สำหรับอัตราค่าผ่านทาง ณ ปีเปิดให้บริการ (ปีงบประมาณ 2577) สำหรับรถ 4 ล้อ ค่าผ่านทาง 1,000 บาทต่อคัน รถ 6-10 ล้อ 2,000 บาทต่อคัน และรถมากกว่า 10 ล้อ 3,000 บาทต่อคัน คิดเป็นรายได้ค่าผ่านทาง 3.25 ล้านบาทต่อวัน และกำหนดให้ปรับอัตราค่าผ่านทางทุก ๆ 5 ปี
ขณะที่ข้อสรุปแนวเส้นทางและรูปแบบของโครงการฯ ที่มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจการลงทุน และสิ่งแวดล้อม มีจุดเริ่มต้นโครงการฯ บริเวณ กม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142 ในพื้นที่ตำบลดอนสัก อำเภอดอนสัก จังหวัดราษฎร์ธานี
นอกจากนี้ยังผ่านพื้นที่ตำบลควนทอง ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช และไปสิ้นสุดโครงการฯ โดยเชื่อมต่อกับทางหลวง หมายเลข 4170 ที่ กม.9+000 บริเวณตำบลตลิ่งงาม อำเภอเกาะสมุย ระยะทางรวม 37.41 กิโลเมตร
ทั้งนี้ถนนของโครงการฯ ในช่วงที่ตัดผ่านพื้นที่อำเภอดอนสัก มีรูปแบบเป็นทางพิเศษระดับดินขนาด 4 ช่องจราจร มีรั้วกั้นตลอดแนวเส้นทางโครงการทั้งสองฝั่ง เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ทางพิเศษ และมีทางบริการทั้ง 2 ด้าน เพื่ออำนวยความสะดวก
อีกทั้งใช้เขตทางเพื่อก่อสร้างทางพิเศษกว้าง 70 เมตร ทั้งตลอดเส้นทางมีที่ดินของเอกชนที่ต้องเวนคืนที่ดิน จำนวน 277 แปลง และมีอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ จำนวน 45 หลัง เฉพาะในพื้นที่โครงการในเขตอำเภอดอนสัก มีที่ดินที่ต้องเวนคืนจำนวน 55 แปลง และสิ่งปลูกสร้างที่ต้องรื้อย้าย จำนวน 9 หลัง
นอกจากนี้การทดแทนราคาที่ดินจะอ้างอิงตามราคาซื้อขายกันในท้องตลาดในปีที่มีการเวนคืน ในขณะที่สิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อย้ายจะได้รับค่าทดแทนในราคาประเมินสำหรับปลูกสร้างนั้นในปีที่มีการเวนคืน






