

KEY
POINTS
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม ได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) การดำเนินโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย เพื่อรองรับระบบสาธารณูปโภคของหน่วยงานสาธารณูปโภค ทั้งนี้โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแห่งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเส้นทางคมนาคมที่จะช่วย ยกระดับการเดินทาง และส่งเสริม การท่องเที่ยวของเกาะสมุยเท่านั้น
ขณะเดียวกันยังเป็นโครงการที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล โดยการเปิดพื้นที่ให้เป็นโครงข่ายหลักในการ ติดตั้งระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นของชาติ
ทั้งนี้การทางพิเศษฯ ได้แสดงให้เห็นถึงความริเริ่มในการบูรณาการการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทางพิเศษอย่างสูงสุด ความร่วมมือกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การประปาส่วนภูมิภาค (PWA) และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT)
“ในวันนี้เป็นการผนึกกำลังที่จะช่วยให้การส่งผ่านพลังงานไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสารโทรคมนาคม สามารถเข้าถึงและให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบการบนเกาะสมุย ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ” นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันจะช่วยประหยัดงบประมาณของประเทศ ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและการก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และอำนวยความสะดวกในการบำรุงรักษา ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน สร้างความมั่นใจในการเข้าถึงบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ
นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กล่าวว่า การพัฒนาเส้นทางคมนาคมถาวรเชื่อมเกาะสมุยกับแผ่นดินใหญ่ด้วยโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย
มีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในมิติของความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงของระบบคมนาคมและสาธารณูปโภค ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
สำหรับความคืบหน้าโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย ระยะทางประมาณ 37.41 กิโลเมตร มูลค่าลงทุนราว 55,000 ล้านบาท
ขณะนี้กทพ.เตรียมจัดประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งที่ 3 เพื่อสรุปผลการศึกษาในช่วงเดือนม.ค. 2569 ก่อนสรุปผลการศึกษาภายในปี 2569
ทั้งนี้ตามแผนต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ภายในปี 2569 ซึ่งในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้ ใช้เวลาประมาณ 1 ปี
จากนั้นจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2570 ก่อนเปิดประมูลในปี 2571 คาดว่าจะใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP Net cost) เนื่องจากต้นทุนค่าก่อสร้างแพง ซึ่งจะเริ่มก่อสร้างปี 2572 และเปิดให้บริการปี 2576
ขณะที่การจัดเก็บค่าผ่านทางของโครงการทางด่วนเชื่อมสมุย เบื้องต้นกทพ.ประเมินว่าค่าผ่านทางขาไป 1,000 บาทและขากลับ 1,000 บาท
ส่วนรูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานหลักแบบ Cable-stayed สะพานรองแบบ Extradosed และสะพานทั่วไป เพื่อรองรับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะสมุยโดยตรง ลดข้อจำกัดในการเดินทางทางเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ด้านแนวเส้นทางโครงการฯมีจุดเริ่มต้นกม.14+500 ของทางหลวงหมายเลข 4142(ทล.4142) พื้นที่ต.ดอนสัก อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนตัดผ่านทล. 4142 บริเวณ กม.35+700 ต.ควนทอง อ.ขนอม จ. นครศรีธรรมราช
จากนั้นมุ่งหน้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านทางหลวงชนบทหมายเลข นศ.4004 และอ่าวประทับ มุ่งหน้าทิศตะวันออก ตรงไปเกาะสมุย
โดยตัดผ่านแนวปะการังส่วนที่แคบที่สุด(กว้าง 170 เมตร) เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับแนวปะการัง เชื่อมเกาะสมุยบริเวณเนินเขาแหลมสอและมีจุดสิ้นสุดโครงการเชื่อมต่อทล. 4170 บริเวณกม.9+000 ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย
นอกจากนี้ปัญหาเรื่องน้ำประปา ไฟฟ้า และสัญญาณโทรคมนาคมบนเกาะสมุยยังเคยเกิดขึ้นหลายครั้งในอดีต
ทั้งเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วทั้งเกาะ การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในฤดูท่องเที่ยว รวมถึงปัญหาสัญญาณการสื่อสารไม่เสถียรในบางพื้นที่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจ โรงแรม และผู้ประกอบการ
ขณะเดียวกันหากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุข การเดินทางออกจากเกาะไม่สามารถทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง
โดยเฉพาะในช่วงฤดูมรสุมที่การเดินเรือหยุดให้บริการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้การส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลในจังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือจังหวัดนครศรีธรรมราชล่าช้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนที่รัฐไม่อาจละเลยได้
จากปัญหาที่กล่าวมา ทำให้โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยไม่ใช่เพียง โครงการสะพานเชื่อมเกาะ เพื่อการคมนาคม” เท่านั้น แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานร่วม (Integrated Utility Corridor) ที่จะทำหน้าที่เป็นโครงหลักในการวางระบบสาธารณูปโภคของประเทศไปพร้อมกัน ทั้งสายสื่อสารโทรคมนาคมของ NT ระบบท่อส่งน้ำประปาขนาดใหญ่ของการประปาส่วนภูมิภาค
และระบบไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน