

KEY
POINTS
หลังจากประกาศผลการเลือกตั้ง 2569 อย่างไม่เป็นทางการ ล่าสุดนับคะแนนแล้วทั่วประเทศ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้ที่นั่ง สส.มาเป็นอันดับที่ 1 รวม 193 คน โดย สส.แบบแบ่งเขตได้ 174 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 19 คน ซึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
วันนี้ “ฐานเศรษฐกิจ” จะพาไปส่องนโยบายสุขภาพของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เสนอไว้ต่อ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนำเสนอผ่านเว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในเบื้องต้นไม่มีระบุรายละเอียดที่เกี่ยวกับด้านสาธารณสุขโดยตรง และไม่มีความชัดเจนมากนัก แต่มีที่เกี่ยวข้องกัน คือ นโยบายพยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย
พรรคภูมิใจไทย เสนอโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์ โครงการนี้จะจ้างงานจากผู้จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิกการแพทย์ เข้ามาอบรมเพิ่มเติม แล้วเข้าทำงาน จำนวนเกือบ 100,000 อัตรา เงินเดือน 15,000 บาท โดยมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุก เคาะประตู ทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ช่วยเหลือผู้สูงอายุ และครอบครัวผู้สูงอายุ รวมทั้งสตรีตั้งครรภ์
เนื้อหาในรายละเอียดของนโยบายนี้ ระบุว่า มาจากสภาพปัญหา ประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ข้อมูลเมื่อเดือนกันยายน 2568 พบว่ามีผู้สูงวัยถึง 14 ล้านคน (ร้อยละ 21.7 ของประชากร) ปัจจุบันมี 53 จังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินร้อยละ 20 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มักกระจุกตัวอยู่ในเมือง ทำให้การดูแลไม่ทั่วถึง พรรคภูมิใจไทยจึงเสนอนโยบายนี้
โดยพยาบาลอาสา จะเป็นกลุ่มบุคคลที่ผ่านการอบรมพิเศษหรือมีประสบการณ์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งรวมถึง พยาบาลวิชาชีพ และผู้ช่วยพยาบาล ผู้ดูแลผู้สูงอายุบุคลากรสุขภาพชุมชน เช่น อสม. ขั้นสูง หรือผู้ที่ผ่านหลักสูตรที่กระทรวงสาธารณสุขรับรอง
ส่วนเงินที่ใช้และแหล่งที่มาของเงิน มีงบประมาณ 13,500 ล้านบาทต่อปี อัตราจ้าง 15,000 บาทต่อเดือน (สัญญาจ้าง 4 ปี) แหล่งที่มาของเงินจะปรับเกลี่ยจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 หรืออาจดึงมาจากงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนผู้สูงอายุ
นโยบายดังกล่าว ระบุไว้ว่า จะช่วยสร้างงานและรายได้ เกิดการจ้างงานใหม่ในชุมชน ลดภาระทางการแพทย์ ลดความแออัดในโรงพยาบาลและลดภาระของบุคลากรส่วนกลาง ทั้งยกระดับคุณภาพชีวิต ผู้สูงวัยในทุกหมู่บ้านได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และสร้างความเข้มแข็งด้านสุขภาพในชุมชนด้วย
ขณะที่ผลกระทบและความเสี่ยง ในระยะสั้นจะช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนในหมู่บ้าน ส่วนในระยะยาวช่วย ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ แน่นอนว่าคุณภาพการดูแลอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุในแต่ละหมู่บ้านไม่เท่ากัน โดยเฉพาะหากมีผู้ป่วยติดเตียงจำนวนมาก พยาบาลอาสาเพียง 1 คนอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึงจนกระทบต่อคุณภาพ
นอกจากนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เคยพยายามผลักดัน นโยบายกัญชา-กัญชง ปลดล็อกจากบัญชียาเสพติดประเภท 5 ส่งเสริมการใช้กัญชา กัญชง เพื่อการแพทย์ สุขภาพและเศรษฐกิจ ซึ่งยังค้างคาแต่ไม่อยู่ในนโยบายใหม่ที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึง “ศูนย์ฟอกไตฟรี” ครบทุกอำเภอ และโครงการ “เครื่องฉายรังสีรักษามะเร็ง” ทุกจังหวัด ที่ต้องรอดูว่าหลังจากจัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะสานต่อนโยบายเหล่านี้หรือไม่