thansettakij
ทอท. รื้อโครงสร้างรายได้ค่า PSC ปรับสัญญาเช่าพื้นที่ อุดรูรั่วหมื่นล้าน

ทอท. รื้อโครงสร้างรายได้ค่า PSC ปรับสัญญาเช่าพื้นที่ อุดรูรั่วหมื่นล้าน

05 ก.พ. 2569 | 08:37 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ก.พ. 2569 | 08:37 น.

ทอท.กางแผนใหญ่ ปรับค่า PSC ผู้โดยสาร Transit-Transfer ตามเกณฑ์สากล พร้อมรื้อโมเดลบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ อุ้มรายย่อยปรับค่าเช่าตามยอดขายจริง หวังปั๊มรายได้ใหม่ 1.3 หมื่นล้าน ปิดรูรั่วรายได้ 1 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • ทอท. เตรียมปฏิรูปโครงสร้างรายได้ โดยจะเสนอแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อเก็บค่าบริการผู้โดยสาร (PSC) จากผู้โดยสารเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer) เพิ่มเติมจากเดิมที่เก็บเฉพาะผู้โดยสารขาออก
  • ปรับปรุงสัญญาเช่าพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ค่าตอบแทนสอดคล้องกับยอดขายและจำนวนผู้โดยสารจริง เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย
  • เป้าหมายหลักคือเพื่อแก้ปัญหาที่ต้องนำรายได้ส่วนอื่นมาอุดหนุนกิจการการบินปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าการปรับโครงสร้างจะเพิ่มรายได้ให้ ทอท. ราว 1.3 หมื่นล้านบาทต่อปี

นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. (AOT) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ทอท.เตรียมปฏิรูปโครงสร้างรายได้ด้านการบิน โดยเฉพาะค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ซึ่งปัจจุบันรายได้จากกิจการการบินยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยและการดำเนินงาน 

ทั้งนี้ทำให้ต้องนำรายได้จากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-Aero) มาอุดหนุนปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยการปรับ PSC ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรสูงสุด แต่เป็นการสร้างความสมเหตุสมผลของต้นทุน เนื่องจากความปลอดภัยมีต้นทุนและสนามบินไม่สามารถลดมาตรฐานด้านนี้ได้

นางสาวปวีณา กล่าวต่อว่า จากการเปรียบเทียบในระดับสากล พบว่าสนามบินกว่า 90% ทั่วโลกมีการจัดเก็บ PSC ทั้งจากผู้โดยสารขาออกและผู้โดยสารเปลี่ยนลำ (Transit/Transfer) 
 

ขณะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเพียง 5% ที่เก็บเฉพาะขาออกเท่านั้น ซึ่งทำให้เสียโอกาสด้านรายได้ในฐานะศูนย์กลางการบิน ซึ่งทอท.จะเสนอแผนดังกล่าวเพื่อดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อรองรับการจัดเก็บ PSC สำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนลำ เพื่อวางรากฐานรายได้ที่มั่นคงในอนาคตต่อไป

“ผลการศึกษายังชี้ชัดว่า ค่า PSC แทบไม่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสารเมื่อเทียบกับราคาตั๋วเครื่องบินหรือค่าใช้จ่ายอื่น” นางสาวปวีณา กล่าว

อย่างไรก็ดีหากการปรับโครงสร้างดังกล่าวเดินหน้าได้ จะช่วยเพิ่มรายได้ให้ทอท.ประมาณ 13,000 ล้านบาทต่อปี และลดความจำเป็นในการกู้เงินเพื่อลงทุนในอนาคต

นางสาวปวีณา กล่าวต่อว่า ด้านการลงทุน ทอท. อยู่ระหว่างเปลี่ยนแนวคิดจากการเลือกสิ่งที่ราคาถูกที่สุด ไปสู่กลยุทธ์ Smart Investment ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในระยะยาวและประสบการณ์ของผู้โดยสารในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ความสะอาดของห้องน้ำ ระบบปรับอากาศ

ไปจนถึงการเดินทางภายในสนามบิน โดยนำระบบ Preventive Maintenance มาใช้แทนนโยบายซ่อมเมื่อเสีย เพื่อป้องกันปัญหาเชิงระบบ เช่น ไฟฟ้าขัดข้องหรือเหตุฉุกเฉินที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติ

“เราได้ย้ำถึงการดูแลสนามบินขนาดเล็กในภูมิภาค แม้บางแห่งจะขาดทุนในเชิงบัญชี แต่จำเป็นต้องได้รับการลงทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานให้ผู้โดยสารไม่รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำของคุณภาพบริการ เมื่อเดินทางผ่านสนามบินในเครือทอท.” นางสาวปวีณา กล่าว

ขณะเดียวกันทอท. ได้เร่งปรับแนวทางบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความยั่งยืนร่วมกับคู่ค้ากว่า 2,000 ราย โดยทยอยปรับปรุงสัญญาให้ค่าตอบแทนสอดคล้องกับยอดขายและจำนวนผู้โดยสารจริง ไม่มุ่งเน้นเฉพาะรายใหญ่ แต่รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย 

ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาค่าเช่าที่สูงเกินศักยภาพจนร้านค้าไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อรายได้ของ AOT ในระยะยาว

นอกจากนี้ทอท.ยังอยู่ระหว่างการศึกษาการขยายธุรกิจใหม่ อาทิ การตั้งบริษัทฝึกอบรมด้านความปลอดภัยการบิน ศูนย์โลจิสติกส์ โรงแรม และการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่สนามบิน