

KEY
POINTS
นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย สมายล์ บัส เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ที่ผ่านมา แม้ไทยสมายล์บัสจะได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย แต่ในไตรมาส 4 (เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568) ผลการดำเนินงาน EBITDA พลิกกลับมาเป็นบวกได้เป็นครั้งแรก
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีรถให้บริการ 2,350 คัน รวมรถหมุนเวียน ซึ่งใช้งานให้บริการต่อวันราว 1,600 คัน จำนวนผู้โดยสารเฉลี่ย 3.5 แสนคนต่อวัน และแตะระดับ 3.7 - 4 แสนคนในวันธรรมดา โดยในปี 2569 มีแผนปรับจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 คัน คาดว่าปีนี้จะมีผู้โดยสารใช้บริการราว 4.7 แสนคนต่อวัน
นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าวว่า ในปี 2569 บริษัทฯได้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 2,600 ล้านบาท คิดเป็น 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,200 ล้านบาท คาดว่าในปีนี้จะมีกำไรอยู่ที่ 200 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้ปี 2569 แบ่งเป็น ตั๋วโดยสาร 80%, งานจ้างเหมาบริการ (B2B/B2G) 12% และโฆษณา 8% ภายใต้ฐานรายได้และจำนวนผู้โดยสารที่มากขึ้นในระดับ 450,000 คนต่อวัน เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
"เรายอมรับว่าไทยสมายล์บัสได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐพอสมควร อาทิ การใช้นโยบายอุดหนุนราคาขนส่งมวลชนประเภทอื่นๆ ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลง, การยื่นขอปรับปรุงใบอนุญาตเส้นทางที่ยังล่าช้า" นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าว
ทั้งนี้ในปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายจำนวน 16 เส้นทาง เพื่อเน้นการเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder) ปรับเส้นทางให้เหมาะสมกับการเดินทางของผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไป ระหว่างย่านที่อยู่อาศัยพร้อมกับการเชื่อมต่อกับระบบรางให้เกิดความเป็นโครงข่ายที่สะดวกขึ้นสำหรับประชาชน
สำหรับยุทธศาสตร์ปี 2569 มีเป้าหมายการพัฒนาภายใน คือ Mindset พฤติกรรมการขับรถ การให้บริการ และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมถึงการใช้เทคโนโลยี เข้ามาสร้างการเดินทางที่สะดวกสบาย ด้วยแอปพลิเคชัน TSB Go Plus+ เวอร์ชันใหม่ ที่จะเปิดตัวในเร็วๆ นี้มีความแม่นยำกว่าเดิม
นอกจากนี้ยังเพิ่มฟังก์ชันใหม่ สร้างประสบการณ์ที่ผู้ใช้ขนส่งสาธารณะจะสามารถบริหารจัดการการเดินทางได้สะดวกมากยิ่งขึ้น พร้อมระบบ Loyalty Program นำระบบสะสมแต้มรักษ์โลกเข้ามาใช้ ให้ผู้โดยสารสามารถนำสิทธิประโยชน์ไปใช้กับพาร์ทเนอร์อื่นๆ สร้างความคุ้มค่ามากกว่าแค่การเดินทาง
ด้านการขยายฐานธุรกิจ B2B และ B2G เป็นอีกก้าวสำคัญของ TSB ที่กำลังปรับโครงสร้างรายได้ให้มั่นคงขึ้น ลดการพึ่งพาค่าโดยสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความผันผวนตามนโยบายรัฐ
ขณะเดียวกันได้เดินหน้างานบริหารจัดการเดินรถให้องค์กรต่าง ๆ อาทิ สถาบันการศึกษา ที่เราสามารถคว้างานบริการรถ Shuttle ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
พร้อมกับขยายงาน ต่างจังหวัด รถขนส่งประจำจังหวัดกับ อบจ. ต่างๆ เช่น เชียงใหม่, น่าน และลำพูน
ขณะที่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ขนส่งมวลชนไทยยังไม่ไปถึงจุดสูงสุด คือ ต้นทุนที่สวนทางกับราคาค่าโดยสาร จึงอยากส่งสารถึงรัฐบาลใหม่ใน 3 ประเด็น
1.การแข่งขันที่เป็นธรรม TSB ไม่เคยมองว่าขนส่งมวลชนทุกบริษัท ทุกประเภท เป็นคู่แข่ง เพราะต้องการเป็นโครงการเดินทาง ให้ประชาชนได้เดินทางต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ
2.รัฐต้องดูแลให้เกิดการแข่งขันที่เสมอภาค โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการอุดหนุนงบประมาณจากภาษี (Subsidy) ที่อาจทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านราคา เพราะเมื่อใดเกิดความต่างด้านราคา แต่ไร้ซึ่งคุณภาพการให้บริการ ปัญหาต่างๆ จะตามมามากขึ้น
และเสนอให้รัฐพิจารณาลดภาษีพลังงาน หรือ ค่าธรรมเนียม พรบ. สำหรับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เพื่อให้มีงบประมาณไปพัฒนาคุณภาพรถได้โดยไม่ต้องขึ้นค่าโดยสาร
3.การจัดการรถผิดกฎหมาย เร่งจัดการปราบปรามรถเถื่อนหรือรถที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งตัดราคาผู้ประกอบการที่เข้าระบบอย่างถูกต้อง
"เราไม่ได้มองใครเป็นคู่แข่ง แต่เรามองว่าระบบขนส่งคือโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกคนควรเข้าถึงอย่างเท่าเทียม ปี 69 จะเป็นปีที่เราพิสูจน์ว่า รถเมล์ไฟฟ้าไทยสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตคนรุ่นใหม่ได้อย่างยั่งยืน หากได้รับการสนับสนุนนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ" นางสาวกุลพรภัสร์ กล่าว