
'นที' ชี้ แผน PDP 2026 ต้องยืดหยุ่น ตอบโจทย์ขีดความสามารถการแข่งขันประเทศ
'นที' หนุนภาครัฐทบทวนแผน PDP ระยะยาว ชี้ สัดส่วนพลังงานสะอาดต้องมาพร้อมยุทธศาสตร์ยืดหยุ่น ชูการเข้าถึง Direct PPA หัวใจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
KEY
POINTS
- แผน PDP 2026 ควรมีความยืดหยุ่นสูง สามารถทบทวนได้ทุก 1-2 ปี และเสนอให้พิจารณาต่อสัญญาโรงไฟฟ้าเดิมแทนการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ซึ่งมีภาระผูกพันระยะยาว
- เป้าหมายของแผนฯ ต้องให้ความสำคัญกับ "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" เป็นหัวใจหลัก นอกเหนือจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
- ภาคอุตสาหกรรมต้องการเข้าถึง "ไฟฟ้าสีเขียว" ได้โดยตรงและรวดเร็วเพื่อการส่งออกและการลงทุนซึ่งการเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จะเป็นกลไกสำคัญในการตอบโจทย์
จากงานสัมมนาใหญ่ "BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยนายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สะท้อนมุมมองต่อร่างแผนพลังงานสะอาดฉบับใหม่ โดยชี้ว่า ภาพรวมของการกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดในระดับ 65% ถือเป็นขั้นต่ำที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในฉากทัศน์ที่เน้นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน (RE) สัดส่วนพลังงานสะอาดอาจพุ่งสูงได้ถึง 89% หรืออยู่ในระดับ "ทางสายกลาง" ที่ประมาณ 73%
นายนที ตั้งข้อสังเกตว่า สัดส่วนพลังงานสะอาดดังกล่าวนั้นเป็นการผสมผสานระหว่าง พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy: RE) และ โรงผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งแม้ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียนโดยตรงแต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานสะอาด อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจและถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง นั่นก็คือ กรอบเวลาของแผนซึ่งครอบคลุมยาวนานถึง 25 ปี (ปี 2026–2037 และ 2038–2050) โดยเฉพาะในช่วง 12 ปีแรกหากมีการผูกพันสัญญาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่สูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ อาจกลายเป็นภาระผูกพันที่ยาวนานจนขาดความยืดหยุ่น
นายนที ระบุว่า การขยายสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับโรงไฟฟ้าเดิมออกไป ครั้งละ 5–10 ปี แทนการนำเข้าโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดเพื่อรอรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและมีราคาที่เหมาะสมในอนาคต โดยเน้นย้ำว่า แผน PDP ต้องเป็นแผนที่เคลื่อนไหวและทบทวนได้ตลอดเวลา ทุก ๆ 1–2 ปี ไม่ใช่แผนที่หยุดนิ่ง นอกจากเป้าหมายการมุ่งสู่ Net Zero และ NDC (Nationally Determined Contributions) แล้ว สิ่งที่ต้องเพิ่มเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในสมการพลังงาน คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายนที เน้นย้ำว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ต้องการเพียงแค่ไฟฟ้าที่เพียงพอและราคาเหมาะสมเท่านั้นแต่ต้องการ "ไฟฟ้าสีเขียว" (Green Energy) เพื่อการส่งออกและการลงทุนยุคใหม่ ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่สัดส่วนพลังงานสะอาดกี่เปอร์เซ็นต์แต่อยู่ที่ว่า ภาคอุตสาหกรรมสามารถเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้จริงและรวดเร็วเพียงใดซึ่งการเปิดให้ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA) และระบบ Utility Access จะเป็นตัวตอบโจทย์ที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน







