thansettakij
thansettakij
กฟผ. พลิกโฉม PDP2026 ปรับบทบาทสู่ Ecosystem Connector ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด

กฟผ. พลิกโฉม PDP2026 ปรับบทบาทสู่ Ecosystem Connector ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด

09 ก.ย. 69 | 05:05 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 08:08 น.

กฟผ. กางโรดแมปสู้ศึก PDP ฉบับใหม่ ยกระดับสู่ "Ecosystem Connector" ปักหมุดพลังงานสะอาด-SMR รับกระแส Data Center

KEY

POINTS

  • กฟผ. ปรับบทบาทใหม่สู่การเป็น "Ecosystem Connector" เพื่อเชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดพลังงาน รองรับแผน PDP ฉบับใหม่ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
  • ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Green Innovation, Grid Modernization และ Transition Future Energy Solution เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
  • เร่งพัฒนานวัตกรรมพลังงานสีเขียวหลากหลายรูปแบบ เช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด โรงไฟฟ้าโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
  • ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเตรียมพร้อมสำหรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ เช่น Third Party Access (TPA)

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับบทบาทครั้งใหญ่จากการเป็นเพียงผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า มุ่งสู่การเป็น "Ecosystem Connector" หรือผู้เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) สูงถึง 50–89% พร้อมรองรับการเข้ามาของกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการพลังงานฐานระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

เปิด 3 ยุทธศาสตร์หลัก ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว-มั่นคง-เป็นธรรม

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยระบุว่า ในฐานะหน่วยงานผู้ปฏิบัติการภาครัฐ กฟผ. ได้วางยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับขีดความสามารถของระบบพลังงานไทยให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐ ภายใต้เป้าหมายดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ไม่เกิน 1 วันต่อปี พร้อมเปิดระบบ Third Party Access (TPA) การทำ Direct PPA เชื่อมผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟโดยตรง และเตรียมรองรับกลไก Carbon Pricing ที่คาดว่าจะเริ่มมีบทบาทชัดเจนตั้งแต่ปี 2030 ในราคาประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

กฟผ. พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางโรงไฟฟ้าแก่เอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าทุกราย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Green Innovation for Sustainability, Grid Modernization และ Transition Future Energy Solution

Green Innovation: ลุยโซลาร์ลอยน้ำ-SMR-BESS สู้ไฟผันผวน

ในมิติการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดโดยยังรักษามาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีสถิติไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ กฟผ. ได้เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม

  • โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด (Hydro-floating Solar): ประสบความสำเร็จแล้วที่เขื่อนสิรินธร (45 เมกะวัตต์) และเขื่อนอุบลรัตน์ (24 เมกะวัตต์) โดยเตรียมขยายไปยังพื้นที่ผิวน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อลดการใช้พื้นที่บนบกและใช้ประโยชน์จากระบบส่งเดิมให้คุ้มค่าที่สุด
  • พลังงานลมและแสงอาทิตย์บนบก: ขยายการพัฒนาในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง
  • โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนชลประทาน: ผลิตไฟฟ้าจากน้ำที่กรมชลประทานปล่อยเพื่อการเกษตรและระบบนิเวศ โดยดำเนินการสะสมแล้วกว่า 101.65 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR): นวัตกรรมพลังงานนิวเคลียร์แบบบล็อกตัวต่อ Lego ผลิตจากโรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพ ก่อสร้างเร็ว รัศมีรังสีน้อย ยืดหยุ่นในการเพิ่มกำลังผลิตตามความต้องการ และจัดการส่งคืนเชื้อเพลิงหลังใช้งานได้ง่าย
     

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

  • ระบบกักเก็บพลังงาน BESS & พลังงานน้ำสูบกลับ: ติดตั้ง BESS นำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ (16 เมกะวัตต์) และชัยบาดาล (21 เมกะวัตต์) เป็น Stabilizers ควบคู่การพัฒนา Grid Scale BESS ในจุดสำคัญ พร้อมต่อยอดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับซึ่งเป็นแบตเตอรี่สีเขียวยักษ์ ซึ่งปัจจุบันมีแล้ว 3 แห่ง (เขื่อนภูมิพล เครื่องที่ 8, เขื่อนศรีนครินทร์/ท่าทุ่งนา, ลำตะคองชลภาวัฒนา 1,000 เมกะวัตต์) และเตรียมสำรวจพัฒนาเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 35 แห่ง อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนวชิราลงกรณ และพื้นที่ภาคใต้
  • Smart Grid แม่ฮ่องสอน: โครงการนำร่องระบบโครงข่ายอัจฉริยะแบบ Self-sustain ด้วยโซลาร์และ BESS ในพื้นที่สายส่งเข้าถึงยาก


Grid Modernization: ปรับใหญ่ระบบส่ง อัปเกรด Super Highway รับ EEC

เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง กฟผ. เร่งอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงดัน 230 kV และ 500 kV ให้เป็น "Super Highway" โดยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคเอกชน (EEC) ได้เสนอ 2 โครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการจ่ายไฟฟ้ารวม 3.8 กิกะวัตต์ ซึ่งแพ็กเกจแรกดำเนินการอัปเกรดสำเร็จแล้ว ช่วยเพิ่มการจ่ายไฟเข้า EEC ได้ 550 เมกะวัตต์ตั้งแต่ต้นปี และจะขยายเป็น 900 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ปรับแรงดัน STATCOM และระบบ FACTS นำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จ.สงขลา จุดเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างไทย-มาเลเซีย ขนาด 20–30 MVAR/MW พร้อมปรับปรุงศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center) นำระบบ Time-Weighted (TW) และ AI เข้ามาบริหารจัดการแบบ Real-time บนแนวคิด Human-centric รวมถึงจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (REFC/IFC) และศูนย์ Demand Response Control Center (DRCC) เพื่อจับคู่ Supply และ Demand อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนการสำรองระบบ เสริมด้วยระบบ Real-time Risk Assessment, Special Protection Scheme (SPS) และ Grid-forming Inverters เพื่อป้องกันความเสี่ยงไฟฟ้าตกหรือดับ

Transition Future Energy Solution & สปีด 8 บริษัทลูก

เพื่อรองรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ที่มีผู้เล่นหลากหลาย รวมถึงกลุ่ม Prosumer กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมระบบ TPA, Grid Code และระบบ Balancing พร้อมขับเคลื่อน Smart Mobility

  • สถานีชาร์จ EleXA: ขยายสถานีเกินเป้าหมายปีนี้ที่ 580 สถานี และตั้งเป้าขยายไม่น้อยกว่า 650 สถานีในปีหน้า พร้อมระบบ Fleet Management
  • เทคโนโลยี EV อนาคต: พัฒนา Smart EV Charging, Dynamic Charger, แพลตฟอร์ม Vehicle-to-Grid (V2G) ให้รถจ่ายไฟกลับเข้าระบบช่วงกลางวัน, รองรับ Demand Response และ Virtual Power Plant (VPP)
  • นวัตกรรม ENEC & Industrial Solution: ใช้ AI ควบคุม Micro energy system ร่วมกับมนุษย์เพื่อประหยัดพลังงาน พร้อมจับมือพันธมิตรอย่างสหพัฒน์ ภาคการศึกษา และเอกชน ลุยโครงการ Solar B และ EMS

 

ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้จัดทัพ 8 บริษัทในเครือ ร่วมลงทุนอย่างสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อนกัน

  1. RATCH Group: มุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR
  2. EGCO Group:มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต อาทิ ไฮโดรเจน, เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell), แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน, พลังงานหมุนเวียน, การใช้แอมโมเนียเผาร่วม (Ammonia Co-firing) รวมถึงเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
  3. PE LNG: บริหารจัดการสถานีและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal)
  4. DCAP: ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าเพื่อการผลิตระบบไฟฟ้าและระบบทำน้ำเย็น (District Cooling)
  5. EDS (EGAT Diamond Service): ปรับบทบาทจากการซ่อมบำรุงกังหันก๊าซ (Gas Turbine) สู่การพัฒนาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าความเร็วสูง (DC Fast Charger) กำลังไฟสูงสุด 480 กิโลวัตต์ โดยเริ่มนำร่องติดตั้ง ณ เหมืองแม่เมาะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (ICE) ไปสู่รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มุ่งลด Carbon Footprint ในกระบวนการทำเหมือง
  6. INNOPOWER: ทำหน้าที่เป็นแขนการลงทุน (Investment Arm) ของกลุ่ม กฟผ. ในธุรกิจพลังงานทดแทนและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่
  7. INNOSPACE: เน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ Startup
  8. EGATi :ตัวแทนลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานในต่างประเทศของ กฟผ.

กฟผ. จัดทัพ 8 บริษัทในเครือ ร่วมลงทุนอย่างสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อนกัน

"กฟผ. พร้อมร้อยเรียงยุทธศาสตร์จากแผน PDP เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และก้าวสู่การเป็น Ecosystem Connector เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไทยเป็นไปได้อย่างมั่นคง เป็นจริง และยั่งยืน" นายนรินทร์ กล่าวสรุป

 

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)