
กฟผ. พลิกโฉม PDP2026 ปรับบทบาทสู่ Ecosystem Connector ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด
กฟผ. กางโรดเมพ ประกาศเป็นผู้ดูแลความมั่นคง ควบคู่ไปกับการเป็น 'Ecosystem Connector' พร้อมเปิดระบบ TPA และ Direct PPA เชื่อมผู้ผลิตถึงผู้ใช้ไฟโดยตรงอย่างเป็นธรรม เพื่อรองรับโครงสร้างตลาดใหม่และเตรียมพร้อมรับกลไกราคาคาร์บอน 35 ดอลลาร์ต่อตันในปี 2030
KEY
POINTS
- กฟผ. ปรับบทบาทใหม่สู่การเป็น "Ecosystem Connector" เพื่อเชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดพลังงาน รองรับแผน PDP ฉบับใหม่ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
- ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Green Innovation, Grid Modernization และ Transition Future Energy Solution เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน
- เร่งพัฒนานวัตกรรมพลังงานสีเขียวหลากหลายรูปแบบ เช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด โรงไฟฟ้าโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน
- ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเตรียมพร้อมสำหรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ เช่น Third Party Access (TPA)
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับบทบาทครั้งใหญ่ เป็นผู้ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้า ควบคู่ไปกับการเป็น "Ecosystem Connector" หรือผู้เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ตามร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ฉบับใหม่ ที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (RE) สูงถึง 50–89% พร้อมรองรับการเข้ามาของกลุ่ม Data Center ที่มีความต้องการพลังงานฐานระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
เปิด 3 ยุทธศาสตร์หลัก ขับเคลื่อนพลังงานสีเขียว-มั่นคง-เป็นธรรม
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานสัมมนาใหญ่ “BIG ISSUE : PDP 2026 ENERGY GREEN POWER พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ และหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยระบุว่า ในฐานะหน่วยงานผู้ปฏิบัติการภาครัฐ กฟผ. ได้วางยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับขีดความสามารถของระบบพลังงานไทยให้สอดรับกับนโยบายภาครัฐ ภายใต้เป้าหมายดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) ไม่เกิน 1 วันต่อปี พร้อมเปิดระบบ Third Party Access (TPA) การทำ Direct PPA เชื่อมผู้ผลิตกับผู้ใช้ไฟโดยตรง และเตรียมรองรับกลไก Carbon Pricing ที่คาดว่าจะเริ่มมีบทบาทชัดเจนตั้งแต่ปี 2030 ในราคาประมาณ 35 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
กฟผ. พร้อมทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานทางโรงไฟฟ้าแก่เอกชนและผู้ใช้ไฟฟ้าทุกราย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ Green Innovation for Sustainability, Grid Modernization และ Transition Future Energy Solution
Green Innovation: ลุยโซลาร์ลอยน้ำ-SMR-BESS สู้ไฟผันผวน
ในมิติการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดโดยยังรักษามาตรฐานความมั่นคงระบบไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันไทยมีสถิติไฟฟ้าตกและไฟฟ้าดับที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ กฟผ. ได้เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรมพลังงานสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม
- โซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด (Hydro-floating Solar): ประสบความสำเร็จแล้วที่เขื่อนสิรินธร (45 เมกะวัตต์) และเขื่อนอุบลรัตน์ (24 เมกะวัตต์) โดยเตรียมขยายไปยังพื้นที่ผิวน้ำที่มีศักยภาพ เพื่อลดการใช้พื้นที่บนบกและใช้ประโยชน์จากระบบส่งเดิมให้คุ้มค่าที่สุด
- พลังงานลมและแสงอาทิตย์บนบก: ขยายการพัฒนาในพื้นที่ศักยภาพ ทั้งในภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคใต้ตอนล่าง
- โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนชลประทาน: ผลิตไฟฟ้าจากน้ำที่กรมชลประทานปล่อยเพื่อการเกษตรและระบบนิเวศ โดยดำเนินการสะสมแล้วกว่า 101.65 เมกะวัตต์
- โรงไฟฟ้าโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR): นวัตกรรมพลังงานนิวเคลียร์แบบบล็อกตัวต่อ Lego ผลิตจากโรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพ ก่อสร้างเร็ว รัศมีรังสีน้อย ยืดหยุ่นในการเพิ่มกำลังผลิตตามความต้องการ และจัดการส่งคืนเชื้อเพลิงหลังใช้งานได้ง่าย
- ระบบกักเก็บพลังงาน BESS & พลังงานน้ำสูบกลับ: ติดตั้ง BESS นำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ (16 เมกะวัตต์) และชัยบาดาล (21 เมกะวัตต์) เป็น Stabilizers ควบคู่การพัฒนา Grid Scale BESS ในจุดสำคัญ พร้อมต่อยอดโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับซึ่งเป็นแบตเตอรี่สีเขียวยักษ์ ซึ่งปัจจุบันมีแล้ว 3 แห่ง (เขื่อนภูมิพล เครื่องที่ 8, เขื่อนศรีนครินทร์/ท่าทุ่งนา, ลำตะคองชลภาวัฒนา 1,000 เมกะวัตต์) และเตรียมสำรวจพัฒนาเพิ่มเติมอีกอย่างน้อย 35 แห่ง อาทิ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนวชิราลงกรณ และพื้นที่ภาคใต้
- Smart Grid แม่ฮ่องสอน: โครงการนำร่องระบบโครงข่ายอัจฉริยะแบบ Self-sustain ด้วยโซลาร์และ BESS ในพื้นที่สายส่งเข้าถึงยาก
Grid Modernization: ปรับใหญ่ระบบส่ง อัปเกรด Super Highway รับ EEC
เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง กฟผ. เร่งอัปเกรดระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงดัน 230 kV และ 500 kV ให้เป็น "Super Highway" โดยในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคเอกชน (EEC) ได้เสนอ 2 โครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการจ่ายไฟฟ้ารวม 3.8 กิกะวัตต์ ซึ่งแพ็กเกจแรกดำเนินการอัปเกรดสำเร็จแล้ว ช่วยเพิ่มการจ่ายไฟเข้า EEC ได้ 550 เมกะวัตต์ตั้งแต่ต้นปี และจะขยายเป็น 900 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์ปรับแรงดัน STATCOM และระบบ FACTS นำร่องที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงคลองแงะ จ.สงขลา จุดเชื่อมต่อไฟฟ้าระหว่างไทย-มาเลเซีย ขนาด 20–30 MVAR/MW พร้อมปรับปรุงศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (National Control Center) นำระบบ Time-Weighted (TW) และ AI เข้ามาบริหารจัดการแบบ Real-time บนแนวคิด Human-centric รวมถึงจัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน (REFC/IFC) และศูนย์ Demand Response Control Center (DRCC) เพื่อจับคู่ Supply และ Demand อย่างแม่นยำ ช่วยลดต้นทุนการสำรองระบบ เสริมด้วยระบบ Real-time Risk Assessment, Special Protection Scheme (SPS) และ Grid-forming Inverters เพื่อป้องกันความเสี่ยงไฟฟ้าตกหรือดับ
Transition Future Energy Solution & สปีด 8 บริษัทลูก
เพื่อรองรับโครงสร้างตลาดไฟฟ้าใหม่ที่มีผู้เล่นหลากหลาย รวมถึงกลุ่ม Prosumer กฟผ. ได้เตรียมความพร้อมระบบ TPA, Grid Code และระบบ Balancing พร้อมขับเคลื่อน Smart Mobility
- สถานีชาร์จ EleXA: ขยายสถานีเกินเป้าหมายปีนี้ที่ 580 สถานี และตั้งเป้าขยายไม่น้อยกว่า 650 สถานีในปีหน้า พร้อมระบบ Fleet Management
- เทคโนโลยี EV อนาคต: พัฒนา Smart EV Charging, Dynamic Charger, แพลตฟอร์ม Vehicle-to-Grid (V2G) ให้รถจ่ายไฟกลับเข้าระบบช่วงกลางวัน, รองรับ Demand Response และ Virtual Power Plant (VPP)
- นวัตกรรม ENEC & Industrial Solution: ใช้ AI ควบคุม Micro energy system ร่วมกับมนุษย์เพื่อประหยัดพลังงาน พร้อมจับมือพันธมิตรอย่างสหพัฒน์ ภาคการศึกษา และเอกชน ลุยโครงการ Solar B และ EMS
ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้จัดทัพ 8 บริษัทในเครือ ร่วมลงทุนอย่างสอดคล้อง ไม่ซ้ำซ้อนกัน
- RATCH Group: มุ่งเน้นศึกษาและพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า SMR
- EGCO Group:มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต อาทิ ไฮโดรเจน, เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell), แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน, พลังงานหมุนเวียน, การใช้แอมโมเนียเผาร่วม (Ammonia Co-firing) รวมถึงเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS)
- PE LNG: บริหารจัดการสถานีและโครงสร้างพื้นฐานก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal)
- DCAP: ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าเพื่อการผลิตระบบไฟฟ้าและระบบทำน้ำเย็น (District Cooling)
- EDS (EGAT Diamond Service): ปรับบทบาทจากการซ่อมบำรุงกังหันก๊าซ (Gas Turbine) สู่การพัฒนาเครื่องอัดประจุไฟฟ้าความเร็วสูง (DC Fast Charger) กำลังไฟสูงสุด 480 กิโลวัตต์ โดยเริ่มนำร่องติดตั้ง ณ เหมืองแม่เมาะ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านรถบรรทุกเครื่องยนต์เผาไหม้ภายใน (ICE) ไปสู่รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) มุ่งลด Carbon Footprint ในกระบวนการทำเหมือง
- INNOPOWER: ทำหน้าที่เป็นแขนการลงทุน (Investment Arm) ของกลุ่ม กฟผ. ในธุรกิจพลังงานทดแทนและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่
- INNOSPACE: เน้นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) และสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ Startup
- EGATi :ตัวแทนลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานในต่างประเทศของ กฟผ.
"กฟผ. พร้อมร้อยเรียงยุทธศาสตร์จากแผน PDP เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และก้าวสู่การเป็น Ecosystem Connector เชื่อมโยงผู้เล่นทุกรายในตลาดไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานของประเทศไทยเป็นไปได้อย่างมั่นคง เป็นจริง และยั่งยืน" นายนรินทร์ กล่าวสรุป







