thansettakij
thansettakij
การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในไทย

PDP 2026 ไทยปักหมุดนิวเคลียร์ SMR 9,000 MW ขึ้นแท่นไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำ

02 ก.ย. 69 | 06:10 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ย. 69 | 06:19 น.

เปิดแผนการขับเคลื่อน SMR พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก ภายใต้ร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่ กางเป้าหมายดันไทยสู่โรงไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำ รองรับดาต้าเซ็นเตอร์-AI เดินหน้าเป้า Net Zero 2050

KEY

POINTS

  • ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ได้บรรจุพลังงานนิวเคลียร์เข้าไว้ในแผนเป็นครั้งแรกอย่างเป็นรูปธรรม
  • ตั้งเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์รวม 9,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2593 โดยใช้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
  • การพัฒนาแบ่งออกเป็นระยะ โดยจะเริ่มผลิตไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์แรกในช่วงปี 2569-2580
  • มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำ รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสูงจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 หรือ แผน PDP 2026 ซึ่งขณะนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยได้บรรจุพลังงานนิวเคลียร์เข้าไว้ในโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของประเทศเป็นครั้งแรกอย่างเป็นรูปธรรม 

พร้อมกำหนดให้เทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) รวมถึงเทคโนโลยี Micro Reactor และ Modular Reactor แบบใหม่ ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำ หรือ Low-Carbon Baseload ของระบบไฟฟ้าไทยในอนาคต เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วจากภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่ไปกับการผลักดันเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050

แบ่งการพัฒนาเป็นระยะ เป้าหมาย 9,000 เมกะวัตต์

รายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ตามแผนดังกล่าว การพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์จะถูกแบ่งออกเป็นสองระยะหลัก โดยระยะที่หนึ่งซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2569-2580 จะเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตที่ 300 เมกะวัตต์ ก่อนจะขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในระยะที่สองระหว่างปี 2581-2593 ด้วยการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 8,700 เมกะวัตต์ 

ส่งผลให้เมื่อสิ้นสุดแผนในปี 2593 ประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์รวมทั้งสิ้น 9,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณรร้อยละ 4-5 ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งระบบเมื่อสิ้นสุดแผน โดยมีแผนกระจายการก่อสร้างโรงไฟฟ้าออกไปยัง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ

ส่องต้นทุนค่าก่อสร้าง-ต้นทุนดำเนินการ

ด้านต้นทุนการลงทุน ข้อมูลระบุว่าต้นทุนค่าก่อสร้างเบื้องต้นหรือ CAPEX ในปี 2580 จะอยู่ที่ 202,164 บาทต่อกิโลวัตต์ และมีแนวโน้มปรับลดลงมาอยู่ที่ 178,500 บาทต่อกิโลวัตต์ในปี 2593 เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีและการประหยัดต่อขนาดที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ 
ขณะที่ต้นทุนดำเนินการหรือ OPEX ถูกกำหนดไว้คงที่ที่ร้อยละ 1.00 ต่อปี โดยคิดเป็นมูลค่า 2,022 บาทต่อกิโลวัตต์-ปีในปี 2580 และลดลงเหลือ 1,785 บาทต่อกิโลวัตต์-ปีในปี 2593 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญที่ถูกระบุไว้ในแผนคือระยะเวลาดำเนินโครงการ เนื่องจากเทคโนโลยี SMR ต้องใช้เวลาเตรียมการและก่อสร้างมากกว่า 10 ปี ตามมาตรฐานความปลอดภัยของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA

ผ่ารายละเอียดการพัฒนา 3 ระยะย่อย

สำหรับรายละเอียดการพัฒนาถูกแบ่งออกเป็น 3 ระยะย่อยเพื่อความชัดเจนในการดำเนินงาน ระยะแรกในช่วงปี 2569-2580 จะเป็นขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมและเริ่มต้นโครงการ ครอบคลุมการจัดเตรียมกรอบกฎหมาย กำกับดูแล และมาตรฐานความปลอดภัยตาม IAEA พร้อมทั้งศึกษาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและการยอมรับของสังคม ก่อนจะบรรจุกำลังการผลิต SMR ชุดแรกจำนวน 300 เมกะวัตต์เข้าสู่ระบบ

ระยะที่สองในช่วงปี 2581-2593 จะเป็นการขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 8,700 เมกะวัตต์ ครอบคลุมเทคโนโลยี SMR, MMR และ NMR โดยกระจายการลงทุนไปยัง 5 ภูมิภาคทั่วประเทศตามแผนที่วางไว้

สำหรับระยะที่สามในช่วงปลายแผนปี 2593 พลังงานนิวเคลียร์จะมีกำลังการผลิตสะสมรวม 9,000 เมกะวัตต์ ทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานฐานคาร์บอนต่ำหลักของระบบ รองรับความต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับภาคธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ที่มีรูปแบบการใช้ไฟฟ้าต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง 

นอกจากนี้ยังมีบทบาทเสริมการทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียน ช่วยลดภาระการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS และระบบสายส่งไฟฟ้า หากประเทศไม่ต้องพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนที่ผันผวนเพียงอย่างเดียวในการผลิตไฟฟ้าฐาน

เปรียบเทียบสถานการณ์การพัฒนาไฟฟ้า

รายงานข่าว ระบุอีกว่า ร่างแผน PDP2026 ยังนำเสนอการเปรียบเทียบสถานการณ์การพัฒนาไฟฟ้าไว้ 4 รูปแบบเพื่อประกอบการพิจารณา โดยกรณีฐานหรือ Base Case มุ่งเน้นความมั่นคงในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน คาดการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกปลายแผนต่ำกว่า 66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยปล่อยจริงประมาณ 51.5 ล้านตัน มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 3.8267 บาทต่อหน่วย และต้นทุนการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนประมาณ 360,000 ล้านบาท 

ขณะที่กรณีที่สองใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS ปริมาณ 32 ล้านตัน เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปลายแผนที่ 19.1 ล้านตัน ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.8859 บาทต่อหน่วย และต้นทุนบูรณาการใกล้เคียงกับกรณีฐานที่ราว 360,000 ล้านบาท

กรณีที่สามมุ่งบรรลุ Net Zero ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 89 ของพลังงานสะอาด ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกปลายแผนลดลงเหลือ 16.6 ล้านตัน และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8297 บาทต่อหน่วย แต่ต้องแลกมาด้วยต้นทุนการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนที่สูงถึงประมาณ 700,000 ล้านบาท 

ส่วนกรณีที่สี่ซึ่งถูกระบุว่าเป็นกรณีที่ได้รับการคัดเลือก หรือ Net Zero by RE & CCS ผสมผสานการใช้พลังงานหมุนเวียนสัดส่วนร้อยละ 73 ร่วมกับการดักจับคาร์บอน และการใช้ก๊าซธรรมชาติในประเทศ มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปลายแผนที่ 19.1 ล้านตัน ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 3.8364 บาทต่อหน่วย และต้นทุนการบูรณาการประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดสมดุลระหว่างต้นทุนและเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่แผนฉบับนี้ให้น้ำหนัก

ทั้งนี้การบรรจุพลังงานนิวเคลียร์เข้าสู่ร่างแผน PDP2026 สะท้อนทิศทางนโยบายพลังงานของไทยที่เริ่มมองหาแหล่งพลังงานฐานทางเลือกใหม่ นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ท่ามกลางแรงกดดันด้านความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งต้องการไฟฟ้าที่มีความเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่ไปกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้ในเวทีโลก 

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านระยะเวลาพัฒนาโครงการที่ยาวนานกว่า 10 ปี ตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าจะสามารถดำเนินการให้ทันตามกรอบเวลาที่วางไว้ในแผนหรือไม่