thansettakij
thansettakij
SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

21 ส.ค. 69 | 00:15 น.

ร่างแผน PDP ฉบับใหม่ ปักหมุดโรงไฟฟ้า SMR ขนาด 300 เมกะวัตต์แห่งแรกเข้าระบบปี 2580 ยัน 4 แนวทางเลือกยังให้ความสำคัญผลิตไฟฟ้าจากก๊าซฯ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 10 ปีแรก แต่ไม่มีก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ใช้วิธีต่ออายุโรงไฟฟ้าแทน เหตุ Gas Turbine ขาดตลาด

KEY

POINTS

  • แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าในทุกแนวทางที่นำเสนอ
  • กำหนดให้โรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกมีกำลังการผลิต 300 เมกะวัตต์ และจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี พ.ศ. 2580
  • SMR ถูกวางให้เป็นพลังงานสะอาดพื้นฐาน (Baseload) ที่มีความเสถียร เพื่อช่วยทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่จะทยอยปลดระวางในอนาคต

คณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP 2026) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปในการจัดทำทางเลือกการจัดหาไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่ปี 2569-2593 ไว้ 4 แนวทางหลัก ซึ่งแต่ละแนวทางมีจุดเด่น ต้นทุน และสัดส่วนเชื้อเพลิงที่แตกต่างกัน ซึ่งจะนำไปเสนอต่อทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 นี้ ก่อนที่จะนำข้อเสนอแนะทั้งหมดไปปรับปรุงและเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบในช่วงปลายปี

SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

ในทุกกรณีของการจัดทำร่างแผนฉบับนี้ ได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ Small Modular Reactor (SMR) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้า โดยมีเป้าหมายรวมไว้ที่ประมาณ 9,000 เมกะวัตต์ เมื่อสิ้นสุดแผน และกำหนดให้โรงไฟฟ้า SMR แห่งแรก เข้าสู่ระบบในสัดส่วน 1% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า (GWh) ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2580 เป็นต้นไปไว้ทั้ง 4 แนวทาง เพื่อเป็นพลังงานสะอาดพื้นฐาน (Baseload) ที่มีความเสถียรสูงกว่าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่น และสามารถเข้ามาช่วยทดแทนโรงไฟฟ้าฟอสซิลเดิมที่จะทยอยปลดระวาง

ปักหมุด SMR จ่ายไฟปี 80

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำหรับการจัดหาไฟฟ้าทั้ง 4 แนวทางเลือก กรณีฐาน (Base Case) ยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ด้วยการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก โดยมีการบรรจุโครงการก๊าซธรรมชาติไว้ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าประมาณ 24,500 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 28,890 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 10,360 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้า SMR จะเริ่มเข้าระบบที่ 1% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้า (GWh) ทั้งหมดในปี 2580 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 5% และขยับขึ้นเป็น 18% ตั้งแต่ปี 2588 ไปจนถึงปีสิ้นสุดแผนปี 2593

ส่งผลให้ในภาพรวมปีสุดท้าย จะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดรวมอยู่ที่ 65% ประกอบด้วยพลังงานหมุนเวียน 42% โรงไฟฟ้า SMR 18% และเทคโนโลยีใหม่อื่นๆ 5% และเชื้อเพลิงฟอสซิลเหลืออยู่ในระบบ 35% จากปัจจุบันที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 75% และมีพลังงานหมุนเวียน (RE) เพียง 24% พร้อมทั้งเสริมด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) อีกราว 54,500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 218,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

ส่วนกรณีที่ 2 มีลักษณะพื้นฐานของสัดส่วนเชื้อเพลิงเหมือนกับกรณีฐานทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างคือการนำเงื่อนไขการสนับสนุนประเทศให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 มาคำนวณร่วมด้วย โดยการรวมต้นทุนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เข้าไปในต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อให้มั่นใจว่าการพึ่งพาฟอสซิล 35% จะไม่ขัดต่อเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ดันพลังงานหมุนเวียน 72%

กรณีที่ 3 หรือแนวทาง Net Zero GHG by RE ที่จะใช้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มีเทคโนโลยี CCS ในกรณีนี้จะเห็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลงเหลือเพียง 16,800 เมกะวัตต์ แต่จะชดเชยด้วยการเพิ่มพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 61,300 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 52,700 เมกะวัตต์

กรณีนี้จะส่งผลให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนสูงถึง 89% เป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 72% และโรงไฟฟ้า SMR อยู่ที่ 16% ซึ่งจะทำให้การพึ่งพาฟอสซิลเหลือเพียง 11% เมื่อสิ้นสุดของแผน โดยต้องลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) สูงถึง 55,000 เมกะวัตต์ หรือ 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพของระบบ ไม่ให้เกิดความผันผวนจากการเข้ามาของพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก

SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

ส่วนกรณีที่ 4 ตั้งอยู่บนแนวคิดการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและการนำเข้าจากเมียนมา เพื่อลดการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี และอยู่ภายใต้การใช้เทคโนโลยี CCS และพลังงานหมุนเวียน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ จะมาจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 18,900 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 40,890 เมกะวัตต์ และพลังงานลม 23,360 เมกะวัตต์ รวมถึงการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 55,000 เมกะวัตต์ หรือ 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

กรณีนี้จะส่งผลให้มีสัดส่วนพลังงานสะอาดรวมที่ 73% เป็นพลังงานหมุนเวียน 54% และโรงไฟฟ้า SMR อยู่ที่ 17% ขณะที่สัดส่วนฟอสซิลจะอยู่ที่ 27% กรณีนี้ถือเป็นทางเลือกสายกลางที่พยายามสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยยังคงยึดถือกรอบเวลาของโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกที่ 1% ในปี 2580 และขยับขึ้นเป็น 13% ในปี 2588 ก่อนจะไปจบที่ 17% เมื่อสิ้นสุดแผน

SMR มาแน่ อีก 10 ปีจ่ายไฟเข้าระบบ ปักหมุดโรงแรก 300 เมกะวัตต์

10 ปีแรก พีดีพียังต้องพึ่งก๊าซ

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ในการจัดหาไฟฟ้าทั้ง 4 ทางเลือก ในช่วงระยะ 10 ปี (2569-2580) สัดส่วนของการใช้เชื้อเพลิงในแต่ละกรณีจะไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งจากการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าเมื่อถึงปี 2580 กรณีต่ำ จะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ราว 54,192 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 322,302 ล้านหน่วย ส่วนกรณีสูงจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ 57,273 เมกะวัตต์ หรือราว 341,207 ล้านหน่วย

ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ที่จะมาป้อนความต้องการ ในช่วง 10 ปีแรก คิดเป็นปริมาณราว 36,400 เมกะวัตต์ โดยจะมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลราว 9,100 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29 % การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 24,300 เมกะวัตต์ หรือมีสัดส่วนประมาณ 34 % พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ หรือมีสัดส่วนราว 5 % รวมทั้งโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ หรือราว 1 % และมีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

ยันไม่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซฯใหม่

สำหรับกำลังผลิตฟ้าใหม่ที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะ 10 ปีแรก จะยังไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขึ้นมาใหม่ แต่จะเป็นการต่ออายุโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติออกไปอีก 5-10 ปี ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหิน จะมีเพียงแค่ที่แม่เมาะ ขนาดกำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ ที่ได้รับการอนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้วเท่านั้น

“โรงไฟฟ้าก๊าซที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ ไม่ได้มีการนำมาบรรจุในแผนพีดีพี ในระยะ 10 ปีแรก เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหาการแย่งกันสั่งซื้อเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า (Gas Turbine) หรือเกิดการขาดแคลนในตลาด ต้องรอคิวหรือรอการผลิตไม่ต่ำกว่า 5 ปีขึ้นไป ถึงจะเริ่มสั่งซื้อได้ ซึ่งกินเวลานาน ไม่ทันในระยะช่วง 10 ปีแรกที่จะนำมาบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีได้ ส่วนโรงไฟฟ้า SMR ขนาดกำลังผลิต 300 เมกะวัตต์ ซึ่งจะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2580 นั้น ยังไม่มีข้อสรุปได้ว่าจะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ หรือจะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาแข่งขัน”

สำหรับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ที่ปลดออกจากระบบ ตั้งแต่ปี 2568 อาทิ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1-2 กำลังผลิต 650 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี เครื่องที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ปี 2570 ปลดโรงไฟฟ้าบางปะกง เครื่องที่ 3 กำลังผลิต 576 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าราชบุรี ชุดที่ 1-3 กำลังผลิต 2,041 เมกะวัตต์ ปี 2571 ปลดโรงไฟฟ้า บางปะกง เครื่องที่ 4 กำลังผลิต 576 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าโกลว์ อีพีพี กำลังผลิต 713 เมกะวัตต์

ปี 2575 ปลดโรงไฟฟ้ากัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น ชุดที่ 1 กำลังผลิต 734 เมกะวัตต์ ปี 2576 ปลดโรงไฟฟ้ากัลฟ์เพาเวอร์เจเนอเรชั่น ชุดที่ 2 กำลังผลิต 734 เมกะวัตต์ ปลดโรงไฟฟ้าราชบุรีเพาเวอร์ ชุดที่ 1-2 กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ปี 2577 ปลดโรงไฟฟ้ากระบี่ กำลังผลิต 315 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจะนะ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ ปี 2578 ปลดโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ชุดที่ 3 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 5 กำลังผลิต 710 เมกะวัตต์ และปี 2579 ปลดโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 670 เมกะวัตต์ เป็นต้น

แนะเร่งเปิดเสรีซื้อขายไฟฟ้า

 ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) เปิดเผยว่า ร่างแผน PDP2026 ได้จัดทำหลายกรณี (Scenario) สอดรับกับการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ได้ทำไว้ และยังครอบคลุมในการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ แต่ที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติม ควรจะเปิดตลาดให้มีการซื้อขายไฟฟ้าเสรี หรือในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้า (Direct PPA) ที่ชัดเจนว่าจะมีกี่เมกะวัตต์

“เรียกว่าร่าง PDP 2026 มีความพร้อมเพื่อที่จะไปรับฟังความคิดเห็น และค่อนข้างดีกว่าร่างแผน PDP 2024 ที่เคยรับฟังความคิดเห็นไว้มาก เพราะครั้งนี้ทำเป็นหลาย Scenario เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย รวมถึงความมั่นคงทางด้านพลังงาน ขณะที่ราคาก็ไม่แพงเกินไป และยังมุ่งสู่การดูแลทางด้านสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อว่า PDP 2026 น่าจะประกาศใข้ได้ภายในปี 2569”

จี้รัฐตั้งหน่วยงานกลางรับSMR

ผศ.ดร.ญาณิน สุขใจ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และระบบพลังงาน ให้ความเห็นว่า การนำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามาใช้งานทดแทนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล เพื่อเดินเครื่องเป็นพลังงานฐาน (Baseload) ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อย่างไรก็ดี เป้าหมายกรอบระยะเวลาการดำเนินงานที่วางไว้ในปี 2580 นั้น มองว่าอาจจะเร็วเกินไป และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะสามารถบรรลุผลได้จริงในทางปฏิบัติหรือไม่

ทั้งนี้ หากภาครัฐมีความตั้งใจที่จะบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องมีการยกเครื่องระบบการทำงานใหม่ทั้งหมดและเร่งรัดขั้นตอนต่างๆ เป็นกรณีเร่งด่วน โดยลำดับแรกที่ควร จะจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบภารกิจด้านการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยเฉพาะ ซึ่งในอดีตเมื่อปี 2554 ประเทศไทยก็เคยจัดตั้งสำนักงานพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาแล้ว แต่กลับต้องถูกยกเลิกไปหลังเกิดอุบัติภัยนิวเคลียร์ที่ฟุกุชิมะ ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ภาครัฐยังต้องเร่งถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมความเข้มแข็งเชิงวิชาการให้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อสร้างฐานความรู้ด้านนี้ให้แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้ภาคการศึกษามีขีดความสามารถในการศึกษา วิเคราะห์ ตลอดจนหาเหตุผลทางวิชาการมาร่วมสนับสนุน ปฏิเสธ หรือโต้แย้งในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินโครงการได้อย่างรอบด้านและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย