
จับตาเงินกู้ 4 แสนล้าน จ่อใช้ 2.4 หมื่นล้าน ดันขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเป็น EV
เปิดแผน 2.4 หมื่นล้าน ลุยเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะเป็น EV ลดค่าเช่าแท็กซี่เหลือ 500 บาท/วัน ลดต้นทุน ไม่ขึ้นค่าโดยสาร ช่วยค่าใช้จ่ายประชาชน
KEY
POINTS
- กระทรวงคมนาคมเตรียมใช้งบประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท จาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
- โครงการมุ่งเป้าไปที่รถขนส่งสาธารณะภายใต้การกำกับของกรมการขนส่งทางบกประมาณ 7-8 ประเภท เช่น แท็กซี่, รถตู้โดยสาร, รถสองแถว, และรถตุ๊กตุ๊ก
- รูปแบบการสนับสนุนทางการเงินจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเภท โดยเฉพาะแท็กซี่ที่มีแนวคิดจะออกแบบสินเชื่อเพื่อช่วยลดภาระค่าเช่ารายวัน
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงสถานะปัจจุบันของโครงการเปลี่ยนผ่านยานยนต์ไฟฟ้าว่า อยู่ระหว่างศึกษาการใช้แหล่งเงินทุนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งประเมินว่าจะใช้วงเงินเพื่อขับเคลื่อนนโยบายส่วนนี้ประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของระบบขนส่งสาธารณะ
โดยกลุ่มรถขนส่งสาธารณะที่จะได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว จะครอบคลุมรถขนส่งสาธารณะที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้แก่ รถแท็กซี่ที่มีอายุครบเกณฑ์เปลี่ยนรถ 10 ปี รถตู้โดยสาร รถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก รถมินิบัส รถโดยสารประจำทาง และรถขนส่งสินค้า รวมประมาณ 7-8 ประเภท
ส่วนรถจักรยานยนต์รับจ้างนั้น รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนเป็นเงินช่วยเหลือเงินดาวน์ 10,000 บาท และการช่วยเหลือดอกเบี้ย 50% สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาไม่เกิน 100,000 บาท ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ในส่วนนี้
สำหรับรูปแบบการสนับสนุนผู้ประกอบการรถขนส่งสาธารณะแต่ละประเภทอาจแตกต่างกัน โดยเฉพาะรถแท็กซี่ที่มีลักษณะการประกอบอาชีพ และการผ่อนชำระไม่เหมือนรถประเภทอื่น ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะใช้ระบบไฟแนนซ์ในลักษณะใด เนื่องจากผู้ขับแท็กซี่ส่วนใหญ่ชำระค่าเช่ารถเป็นรายวัน
ดังนั้น จึงมีแนวคิดที่จะออกแบบให้ภาระค่าใช้จ่ายรายวันลดลง เช่น จากเดิมเช่าวันละประมาณ 700 บาท อาจลดเหลือประมาณ 500 บาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบการสนับสนุนผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ว่าจะสามารถปล่อยสินเชื่อผ่านอู่แท็กซี่หรือให้ผู้ขับเป็นผู้กู้โดยตรง เพราะหากปล่อยกู้รายบุคคลอาจติดปัญหาเครดิตบูโร แต่หากปล่อยผ่านอู่รถก็ต้องมีระบบตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลประโยชน์จะต้องตกถึงผู้ขับจริง และไม่เกิดการอุดหนุนที่คลาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ของโครงการ
นายสิริพงศ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แนวคิดทั้งหมดอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียด เป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะทั้งประเทศให้ใช้พลังงานสะอาด สร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด จากการได้ใช้รถใหม่ที่ปลอดภัย สะอาด และมีต้นทุนค่าโดยสารที่ไม่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเปลี่ยนผ่านขนส่งสาธารณะทั้งระบบไปสู่ EV จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ในปริมาณเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 11 ล้านต้นต่อปี ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของผู้ประกอบการ เนื่องจากรถ EV มีต้นทุนการใช้งานต่ำกว่ารถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่ต้องผลักภาระการขึ้นค่าโดยสาร ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้บริการ







