
‘กฟผ.’ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด-เศรษฐกิจหมุนเวียน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยชวนเยาวชนเปิดโลกนิทรรศการ โชว์ 8 นวัตกรรมเด่น ขับเคลื่อนพลังงานสะอาด และเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมกิจกรรมสนุก ๆ
KEY
POINTS
- กฟผ. จัดแสดง 8 นวัตกรรมเด่นในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ มุ่งขับเคลื่อนประเทศสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
- นำเสนอเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคตที่สำคัญ เช่น โรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริด และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องโดยไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
- ชูนวัตกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่สร้างมูลค่าจากของเหลือใช้ เช่น การนำแบตเตอรี่ EV เก่ามาใช้ซ้ำและรีไซเคิล (Second Life Battery) และการนำเถ้าลอยมาผลิตเป็นคอนกรีตลดโลกร้อน (EGAT ASH NOVA)
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดตัวนิทรรศการนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าอย่างยิ่งใหญ่ ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 11 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพลังงานผ่านนิทรรศการที่ทันสมัยและกิจกรรมที่สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “Innovate Power Solutions for a Better Life” หรือ “นวัตกรรมพลังงานไฟฟ้า เพื่อชีวิตที่ดีกว่า”
นิทรรศการในปีนี้ กฟผ. ได้คัดสรร 8 ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นมาจัดแสดงถึง เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเห็นถึงทิศทางของพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
นายศุภชัย คูณเศรษฐ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ กฟผ. กล่าวว่า ในงานนิทรรศการดังกล่าว กฟผ. ได้ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมพลังงานสู่เยาวชน และประชาชนที่สนใจด้านพลังงาน ผ่านการจัดแสดงนิทรรศการ 8 กลุ่มผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่นหลากหลายมิติ ได้แก่
นวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งประกอบด้วยเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำร่วมกับพลังน้ำ (Hydro Floating Solar) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และที่สำคัญคือเทคโนโลยี SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่มีกำลังการผลิตน้อยกว่า 300 เมกะวัตต์ต่อโมดูล
ทั้งนี้ โรงไฟฟ้า SMR นี้ถือเป็นนวัตกรรมที่สำคัญ เนื่องจากสามารถผลิตและประกอบสำเร็จจากโรงงาน ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตามมาตรฐานและมีความปลอดภัยสูง อีกทั้ง ยังสะดวกในการขนย้ายไปติดตั้งในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
หลักการทำงานของ SMR คือการใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำไปขับกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
ประโยชน์ของ SMR มีหลากหลายมิติ ทั้งการนำความร้อนไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฮโดรเจน และการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า SMR เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วในหลายประเทศ เช่น Akademik Lomonosov ในรัสเซีย ซึ่งเป็นแบบลอยน้ำ และ HTR-PM ในจีนที่ใช้ก๊าซฮีเลียมเป็นสารหล่อเย็น นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและพัฒนาอย่าง ACP100 และ BWRX-300 ที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศทั่วโลก
ต่อมานวัตกรรมโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่กฟผ.ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระดับครัวเรือน นวัตกรรม EV และ Charging Station ที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีการเปิดตัวสถานีชาร์จต้นแบบที่ทันสมัย ซึ่งเชื่อมโยงกับนวัตกรรม Grid Modernization หรือการพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ เพื่อให้สามารถรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พร้อมทั้ง นวัตกรรม Second Life Battery Ecosystem ถือเป็นต้นแบบการบริหารจัดการแบตเตอรี่ที่หมดอายุอย่างครบวงจร กฟผ. ได้ศึกษาและพัฒนาการนำเซลล์แบตเตอรี่จากยานยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานแล้วมาปรับใช้ใหม่เป็นระบบกักเก็บพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัย (Home Use - Battery Energy Storage System) หรือ Second-Life Battery Pack ขนาด 5 kWh กระบวนการนี้เริ่มต้นจากการทดสอบความปลอดภัยของเซลล์แบตเตอรี่ในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล เช่น UN และ IEC เพื่อคัดแยกแบตเตอรี่ที่ยังใช้งานได้มาประกอบใหม่ด้วยระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นเอง
สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ กฟผ. ได้พัฒนาระบบการรีไซเคิลแบตเตอรี่ลิเทียมที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% โดยการเปลี่ยนจากการแช่น้ำเกลือแบบเดิมที่ใช้เวลานานและเสี่ยงต่อการเกิดมลพิษ มาเป็นการใช้ระบบควบคุมไฟฟ้าเพื่อคายประจุ (Discharge) ที่แม่นยำ ระบบนี้สามารถควบคุมแรงดัน กระแส และอุณหภูมิ เพื่อป้องกันการเกิด Thermal Runaway และยังสามารถกู้คืนพลังงานที่ตกค้างในแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ได้อีกด้วย
หลังจากคายประจุแล้ว แบตเตอรี่จะถูกนำเข้าสู่เครื่องบดและแยก (Shredding Process) ในโรงงานต้นแบบที่มีกำลังการผลิต 50-100 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อให้ได้ “แบล็คแมส” (Black Mass) หรือผงดำที่มีส่วนประกอบของโลหะมีค่า เช่น ลิเทียม (Li), นิกเกิล (Ni) และโคบอลต์ (Co)
จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการสกัดโลหะด้วยวิธีทางเคมี (Hydrometallurgy) เพื่อนำโลหะเหล่านี้กลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ใหม่ ซึ่งช่วยลดการทำเหมืองแร่และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ถึง 30-60% นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีวิสัยทัศน์ในอนาคตที่จะนำชีวมวลมาผลิตเป็นขั้วแอโนดสำหรับแบตเตอรี่สีเขียว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอีกทางหนึ่ง
นวัตกรรม LANDMOS ซึ่งเป็นระบบเฝ้าติดตามการเคลื่อนตัวของดินบริเวณเหมืองแม่เมาะแบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคโนโลยีทางวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อความปลอดภัยในการดำเนินงาน ตามมาด้วยนวัตกรรมกลุ่มที่เจ็ดที่เป็นผลงานรักษ์โลกอย่าง EGAT ASH NOVA ซึ่งเป็นการนำเถ้าลอย (Fly Ash) ซึ่งเป็นวัสดุพลอยได้จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ มาพัฒนาเป็นคอนกรีตทางเลือกที่สามารถทดแทนปูนซีเมนต์ได้สูงสุดถึง 100% และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 58% หรือลดลงกว่า 288 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อเทียบกับการผลิตคอนกรีตทั่วไป
ปัจจุบันได้มีการประยุกต์ใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น แผ่นปูพื้นสำเร็จรูปสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Green Charging Station) พื้นถนนที่รองรับการใช้งานหนัก และหมอนรองรางรถไฟคอนกรีตอัดแรง ซึ่งได้รับความร่วมมือจากการรถไฟแห่งประเทศไทยในการทดสอบจนผ่านมาตรฐาน
นวัตกรรมกลุ่มสุดท้าย EGAT SCADA X ซึ่งเป็นระบบควบคุมและตรวจสอบระบบไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบไฟฟ้าไปสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ กฟผ. สามารถบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างแม่นยำและมั่นคง
การจัดแสดงนวัตกรรมทั้ง 8 กลุ่มนี้ ไม่เพียงแต่แสดงถึงความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีของ กฟผ. เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) จากการนำวัสดุเหลือใช้อย่างเถ้าลอยและซากแบตเตอรี่กลับมาสร้างมูลค่าใหม่
กฟผ. เชื่อมั่นว่านิทรรศการในงานมหกรรมวิทย์ฯ ครั้งนี้ จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญ ซึ่งช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เยาวชนได้เห็นว่าวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมพลังงานเป็นเรื่องที่สนุก เข้าใจง่าย และเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโลกที่ยั่งยืน การมาร่วมงานของน้อง ๆ เยาวชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการมาชมงานนิทรรศการ แต่เป็นการมารับประสบการณ์ตรงจากการทดลองทำและการสัมผัสเทคโนโลยีที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันในอนาคตอันใกล้
นอกจากนี้ ภายในบูท กฟผ. ยังมีกิจกรรม Workshop และนิทรรศการแบบ Interactive เกือบ 10 กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่องพลังงานผ่านความสนุกสนาน เช่น เกม Bingo พลังงาน และเกมถามตอบที่ทำให้รู้จักบทบาทของ กฟผ. มากขึ้น อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมคือการทำไฟฉายจิ๋วจากไม้ไอติม หรือ Mini Popsicle Flashlight ซึ่งเป็นกิจกรรมฝึกทักษะที่ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานของวงจรไฟฟ้าอย่างเข้าใจง่ายและลงมือทำได้จริง พร้อมรับของที่ระลึกจาก ENGY Shop เชิญชวนร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ของ กฟผ. ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2569







