thansettakij
thansettakij
จี้ไทยรีเซ็ตเกมพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ลดเสี่ยงฮอร์มุซระยะยาว

จี้ไทยรีเซ็ตเกมพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ลดเสี่ยงฮอร์มุซระยะยาว

28 มิ.ย. 69 | 02:34 น.
อัปเดตล่าสุด :28 มิ.ย. 69 | 03:30 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้บทเรียนความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านสะท้อนความเปราะบางระบบพลังงานโลก หลังช่องแคบฮอร์มุซเปิด-ปิดเป็นระยะสะเทือนทุกหย่อมหญ้าจี้ไทยเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน- LNG ลดพึ่งตะวันออกกลาง พร้อมวางยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาว

KEY

POINTS

  • เรียกร้องให้ไทยปรับโครงสร้างการจัดหาพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
  • เสนอให้กระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ไปยังภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐฯ แอฟริกาตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดการกระจุกตัว
  • แนะให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ควบคู่ไปกับการส่งเสริมพลังงานทางเลือกและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความมั่นคงในระยะยาว

วิกฤตฮอร์มุซโจทย์ความมั่นคงพลังงาน

วิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของความมั่นคงทางพลังงานไทย แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจะเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งพลังงานและความผันผวนของราคายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ทำให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดหาพลังงานใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียวและสร้างหลักประกันในอนาคต

ดร.ชัยชาญ เจริญสุข อดีตประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย และผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า วิกฤตที่ผ่านมาเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องเร่งกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยเฉพาะการจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ไม่ควรพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป

จี้ไทยรีเซ็ตเกมพลังงาน กระจายแหล่งนำเข้า ลดเสี่ยงฮอร์มุซระยะยาว

“ต้องมอง 3 เรื่องหลัก คือ หนึ่ง กระจายความเสี่ยงในการจัดซื้อน้ำมันดิบและ LNG แต่ต้องบริหารสัญญาเดิมกับตะวันออกกลางให้เหมาะสม สอง ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์และไบโอดีเซล และสาม คือการอนุรักษ์พลังงาน ใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเดินหน้า สู่ Green Industry และ Net Zero” ดร.ชัยชาญกล่าว

กระจายฐานนำเข้า ลดพึ่งตะวันออกกลาง

ด้านแหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เผยว่า ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานไทยยังมีความเปราะบางสูง โดยไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึงประมาณ 92% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่สามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้เพียงราว 8% หรือประมาณ 81,000 บาร์เรลต่อวัน เทียบกับความต้องการใช้ที่สูงเกือบ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ปัจจัยสำคัญคือไทยยังพึ่งพาแหล่งพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 57-63% ของการนำเข้าทั้งหมด มีประเทศหลัก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และโอมาน ขณะที่ LNG จากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณ 27.8% โดยกาตาร์เป็นแหล่งนำเข้าหลัก

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางมายังเอเชีย โดยพลังงานนำเข้าของไทยประมาณ 40% ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว หากเกิดการปิดเส้นทางอีกครั้ง อาจกระทบทั้งต้นทุนพลังงาน เศรษฐกิจ และค่าครองชีพ โดยราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจกดดัน GDP ไทยลดลง 0.1-0.15% และเพิ่มเงินเฟ้อ 0.4-0.5%

จากความเสี่ยงดังกล่าว ภาครัฐจึงเร่งปรับยุทธศาสตร์การจัดหาพลังงาน โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังแหล่งใหม่ เช่น การเจรจานำเข้า LNG จากสหรัฐฯ ผ่านโครงการ Alaska LNG รวมถึงเพิ่มการจัดหาน้ำมันจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย และสหรัฐฯ เพื่อลดการกระจุกตัวในตะวันออกกลาง ขณะเดียวกันยังเพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งการนำเข้าพลังงานจากมาเลเซีย บรูไน และเพิ่มการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว เพื่อสร้างความมั่นคงในระบบพลังงาน

สำหรับความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย แม้ไทยอยู่ระหว่างผลักดันความร่วมมือเพิ่มเติมหลังการเดินทางเยือนรัสเซีย และเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซียของนายกรัฐมนตรีเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ปัจจุบันบทบาทที่ชัดเจนยังอยู่ในด้านวัตถุดิบปุ๋ยเคมีมากกว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์หลักของไทยยังมุ่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันและ LNG ไปยังสหรัฐฯ แอฟริกา และภูมิภาคใกล้เคียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตพลังงานโลกในอนาคต

ยกระดับใช้พลังงาน รับโลกคาร์บอนต่ำ

ดร.ชัยชาญกล่าวเสริมว่า งบปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาทจาก พ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาล ไม่ควรเน้นเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ควรใช้ยกระดับประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนโรงงานปรับปรุงเครื่องจักร ใช้พลังงาน สะอาด รวมถึงพัฒนาระบบรางและโลจิสติกส์ เพื่อลดการใช้พลังงานที่สูญเปล่า