
‘อลงกรณ์’ จี้ปลดล็อก Direct PPA รื้อโรงไฟฟ้า 6 พันเมกะวัตต์ ลดภาระค่าไฟ
“อลงกรณ์” ชี้แผนพลังงานไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่าน จี้รัฐเปิดเสรี Direct PPA ทบทวนโรงไฟฟ้า 6 พันเมกะวัตต์ พร้อมผลักดัน BESS และพลังงานหมุนเวียน ลดต้นทุนไฟฟ้า-เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ
KEY
POINTS
- เสนอให้รัฐบาลเร่งปลดล็อกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
- เรียกร้องให้ทบทวนแผนการสร้างและปรับปรุงโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 6,313 เมกะวัตต์ เนื่องจากอาจเพิ่มภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
- ชี้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุน
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) และผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย เสนอรัฐบาลเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทย ชี้เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 51% ภายในปี 2580 ยังไม่ทันต่อการแข่งขันโลก พร้อมจี้เปิดเสรีระบบสายส่งและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) รวมถึงทบทวนแผนโรงไฟฟ้า 6,313 เมกะวัตต์ เพื่อลดภาระต้นทุนไฟฟ้าประชาชนและเพิ่มศักยภาพแข่งขันประเทศ
นายอลงกรณ์ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของกระทรวงการคลังที่มองพลังงานสะอาดเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่กลุ่มทุนเทคโนโลยีขั้นสูงและ Green Data Center ทั่วโลกให้ความสำคัญกับเงื่อนไข RE100 หรือการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ในการเลือกฐานลงทุน
พลังงานสะอาดกลายเป็นแต้มต่อดึงลงทุน
นายอลงกรณ์ ระบุว่า ปัจจุบันพลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป และมาตรการด้านคาร์บอนของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
“หากไทยมีระบบพลังงานหมุนเวียนที่ชัดเจนและแข่งขันได้ จะช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว”
จี้เร่งเป้า Renewable 51% เร็วขึ้น 5 ปี
อย่างไรก็ตาม “มิสเตอร์เอทานอล” มองว่า เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน 51% ภายในปี 2580 ถือว่าช้าเกินไป พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งเป้าหมายให้เกิดขึ้นภายในปี 2575 หรือเร็วขึ้น 5 ปี เพื่อให้ทันการแข่งขันของโลก
พร้อมยกตัวอย่าง 3 ประเทศที่เดินหน้าพลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว ได้แก่ จีนที่เร่งพัฒนาโซลาร์และพลังงานลมขนาดใหญ่จนเพิ่มกำลังผลิตเกือบ 100,000 เมกะวัตต์ในช่วง 3 ปี เยอรมนีที่ปลดล็อกกฎหมายเพื่อเร่งลงทุนพลังงานสะอาด และเวียดนามที่ผลักดัน Solar Boom จนกลายเป็นฐานพลังงานหมุนเวียนสำคัญของอาเซียนและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ทบทวนโรงไฟฟ้า 6 พันเมกะวัตต์ ชู BESS แทนฟอสซิล
นายอลงกรณ์ ยังเสนอให้ทบทวนแผนบรรจุโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติใหม่และปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมรวม 6,313 เมกะวัตต์ เนื่องจากมองว่าอาจเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนระยะยาวผ่านค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment) และเพิ่มความเสี่ยงจากราคาก๊าซ LNG นำเข้า
พร้อมเสนอให้เร่งลงทุนระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 10,485 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนและสร้างเสถียรภาพให้ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid)
เปิด Direct PPA ปลดล็อกไฟฟ้าเสรี
นายอลงกรณ์ ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยคือความเร็วเชิงนโยบายและความโปร่งใส โดยรัฐบาลควรเร่งเปิดเสรีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวโดยตรง (Direct PPA) พร้อมกำหนดอัตราค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) ที่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
ทั้งนี้ หากกลไกรัฐและกฎระเบียบปรับตัวไม่ทันกระแสโลก พลังงานสะอาดที่ควรเป็น “แต้มต่อ” ของประเทศไทย อาจกลายเป็น “ข้อจำกัด” ต่อการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนในอนาคต







