
‘เอกนัฎ’ สั่งบรรจุในแผน PDP 2026 ปักธงไฟฟ้าสะอาด 60% เดินหน้า Net Zero ปี 2050
'เอกนัฏ' สั่งปรับแผนพีดีพี 2026 ใหม่ ขีดเส้นบรรจุการจัดหาพลังงานสะอาดไว้ในสัดส่วน 60 % ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ เดินหน้าเป้าหมาย Net Zero ปี 2050 เพิ่มขีดแข่งขันไทยในตลาดโลก
KEY
POINTS
- กระทรวงพลังงานกำลังจัดทำแผน PDP 2026 โดยตั้งเป้าให้มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดไม่ต่ำกว่า 60%
- แผนดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)
- จะเน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก พร้อมรองรับความต้องการไฟฟ้าปริมาณสูงจากกลุ่ม Data Center และเปิดเสรีการซื้อขายไฟฟ้า
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง จนหลายฝ่ายนิยามสถานการณ์ปัจจุบันจาก “ภาวะโลกร้อน” สู่ “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)
ประเทศไทยเองได้ประกาศเจตนารมณ์และกำหนดเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ส่งผลให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ต่างเร่งปรับตัวสู่การใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับการรักษาสิ่งแวดล้อม อันเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว
PDP ดันสัดส่วนพลังงานสะอาด 60%
“ฐานเศรษฐกิจ” จัดงานสัมมนา ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition : เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดยได้รับเกียรติจากนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ปาฐากถาพิเศษในหัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทย และความคืบหน้า PDP 2026" ว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ที่คาดว่าจะผลักดันให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ได้ภายในช่วงปลายปีนี้
ปัจจุบันขั้นตอนการทำงานได้ผ่านการคาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า (Load Forecast) เสร็จเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสัดส่วนการผลิตที่คุ้มค่าและเหมาะสมที่สุดระหว่างไฟสะอาดและเชื้อเพลิงฟอสซิล
หัวใจสำคัญของร่างแผน PDP ฉบับนี้ อยู่ที่ความท้าทายในการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593 เนื่องจากภาคพลังงานมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ดังนั้นแผนพีดีพี 25 ปี ฉบับนี้ จะต้องผลักดันให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60% ของกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งหมด โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าจะต้องเปลี่ยนผ่านจากการใช้พลังงานรูปแบบดั้งเดิม (electrification) ให้ลดการเปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ตอบโจทย์ Net Zero ของประเทศ
“การจัดทำแผน PDP มีแรงกดดันจากกติกาโลก ที่ส่งผลต่ออนาคตพลังงานไทยต้องปรับเปลี่ยน อย่างหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงไทยก็อยู่ไม่ได้ในฐานที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ถึงแม้การจัดทำแผนจะเกิดความล่าช้าบ้างจากการปรับเปลี่ยนรัฐบาลในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเดินหน้าของแผนจัดหาไฟฟ้า”นายเอกนัฎ กล่าว
จัดหาไฟรองรับ Data Center
โดยเฉพาะการจัดหาไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใหม่ที่จะเกิดขึ้นอย่าง Data Center ที่เวลานี้ทราบว่ามีความต้องการถึง 3 หมื่นเมกะวัตต์ เป็นความต้องการมหาศาล ที่จะต้องมาดูว่าจะจัดสรรรองรับความต้องการที่ขึ้นนี้ได้อย่างไร เพราะต้องใช้เม็ดเงินลงทุนมหาศาลเช่นกัน ดังนั้นทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องวางกติกาใหม่กับกลุ่ม Data Center ที่จะเข้ามาลงทุน โดยให้วางเงินมัดจำหรือวางหลักประกันในการใช้ไฟฟ้า เพื่อยืนยันว่าจะเกินการลงทุนจริง ไม่ใช่เพียงแค่การจองสิทธิเท่านั้น อีกทั้งยังช่วยให้การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มมีความแน่นอน ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนผลิตไฟฟ้าที่เกินจริง
สำหรับการผลักดันพลังงานสะอาดตามแผนพีดีพี จะเน้นการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมองว่าจะมีสัดส่วนกำลังผลิตมากที่สุดที่จะบรรจุอยู่ในแผนพีดีพี เนื่องจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ซึ่งโซลาร์ภาคประชาชน ที่รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ที่มีเป้าหมายรับซื้อที่ 500 เมกะวัตต์ จะบรรจุอยู่ในแผนพีดีพีเช่นกัน หากภายในปี 2570 มีผู้สนใจยื่นเสนอขายไฟฟ้าเต็มจำนวนแล้ว ในปีต่อไปก็สามารถขยายเพิ่มได้อีก 500 เมกะวัตต์ เป็นต้น
เปิดซื้อขายไฟฟ้าเสรี
นอกจากนี้ เพื่อปลดล็อกการผูกขาดรับซื้อไฟฟ่เพียงรายเดียว รัฐบาลจะขยายการเปิดตลาดเสรีซื้อขายไฟฟ้า (Direct PPA) ไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟฟ้าสีเขียว นอกจากเหนือจากโครงการนำร่องกลุ่ม Data Center ที่มีเป้าหมายดำเนินการไม่เกิน 2 พันเมกะวัตต์ โดยจะปรับค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมและแข่งขันได้
อีกทั้งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภาครัฐยังมีทางเลือกให้กับผู้ประกอบการที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด หรืออัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว (UGT2) เพื่อให้สามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาด ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจสำคัญให้อุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนในไทยโดยใช้พลังงานสะอาด
นอกจากส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ในแผนพีดีพีจะยังส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ตามศักยภาพที่มีอยู่ รวมถึงพลังงานชีวมวล และก๊าซชีวภาพ เนื่องจากเป็นเศษวัสดุจากภาคการเกษตรและน้ำเสียจากโรงงานต่างๆ ส่วนค่าไฟทางสาธารณะ มีนโยบายจะดึงค่าไฟทางออกจากบิลค่าไฟของประชาชนเพื่อให้ค่าไฟถูกลง โดยให้รัฐบาลรับผิดชอบโดยตรง
ส่งเสริมใช้น้ำมันบนดิน
นายเอกนัฏ ยังระบุว่า จากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ถือเป็นความเสี่ยงของความมั่นคงด้านพลังงานจากการพึ่งพาต่างชาติมากเกินไป โดยปัจจุบันไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% และนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) มาผลิตไฟฟ้าอีกเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในไทยทันที ดังนั้นจำเป็นต้องหันมาส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) โดยการผลักดันการใช้เอทานอลและไบโอดีเซล เพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้ฟอสซิลแล้ว ยังเป็นการนำเม็ดเงินไปสนับสนุนเกษตรกรไทยแทนเจ้าของบ่อน้ำมันในต่างประเทศ
ทั้งนี้ แม้ว่าการพึ่งพาน้ำมันบนดินจากพืชเกษตร เช่น อ้อยและมันสำปะหลัง ที่นำมาผลิตเป็นเอทานอล แม้บางช่วงราคานำเข้าอาจจะถูกกว่า แต่การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจะทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลก็ได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนแก๊สโซฮอล์ E20 ถูกกว่าน้ำมันฐาน 5 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนใช้
“การเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของไทยในตลาดโลก ซึ่งต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจน เจตจำนงที่แน่วแน่ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเปลี่ยนวิกฤตพลังงานให้เป็นโอกาสของประเทศในอีก 5-10 ปีข้างหน้า”
แผนพีดีพีเน้นความยั่งยืน
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวถึง “อนาคตพลังงานไทยภายใต้ PDP 2026” ว่า ปัจจุบัน มี 4 ปัจจัยสำคัญที่พลิกโฉมภูมิทัศน์ทางด้านพลังงาน ได้แก่ วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและฉับพลัน (Climate Shock) ความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงฟอสซิล (Price Volatility) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Geopolitics) และความต้องการใช้ไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ (New Demand) จากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบดิจิทัล
ในส่วนของประเทศไทยได้กำหนดเป้าหมายการเร่งรัดสู่ความยั่งยืนภายใต้แผนที่นำทาง Thailand’s Net Zero Roadmap 2050 และการยกระดับเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด หรือ NDC 3.0 ที่มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกใน 6 ภาคส่วนหลัก โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47% จากปีฐาน 2562 ภายในปี 2573 พร้อมกำหนดแผนทยอยปลดโรงไฟฟ้าถ่านหิน (Phase Out Coal Power Plants) ภายในปี 2588 ซึ่งในช่วงเวลานั้นคาดว่าจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 68% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 74% เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยมีการบังคับใช้กลไกทางกฎหมายและนโยบายรองรับ เช่น ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)
จากปัจจัยขับเคลื่อนทั้งระดับโลกและระดับประเทศดังกล่าว สนพ. จึงได้ออกแบบกรอบนโยบายพลังงานเพื่อความยั่งยืนในแผน PDP2026 โดยคำนึงถึง 3 เสาหลักเพื่อบริหารสมดุล ได้แก่ ความมั่นคง (Security) เศรษฐกิจ (Economic) และสิ่งแวดล้อม (Environmental) แผนฉบับนี้จะมุ่งแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ ทั้งการบริหารความเสี่ยงจากพลังงานธรรมชาติที่มีความไม่แน่นอนสูงเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบ การบริหารต้นทุนพลังงานร่วมกับต้นทุนคาร์บอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ตลอดจนการพัฒนาแหล่งพลังงานในประเทศ เพื่อพึ่งพาตนเองควบคู่ไปกับการแสวงหาพลังงานราคาต่ำจากทั่วโลก โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่างมาตรการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ 4D1E ร่วมกับการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ประกอบด้วย Decarbonization หรือการลดความเข้มข้นของการใช้พลังงานลง 36 % De-centralization การกระจายศูนย์ผลิตและการจัดการ, De-regulation การปรับปรุงกฎกติกาเพื่อรองรับนวัตกรรม, Digitalization การนำเทคโนโลยี AI มาใช้บริหารจัดการพลังงาน และ Electrification การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย EV 30@30 พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น หัวชาร์จสาธารณะประเภท DC Fast Charge ไม่น้อยกว่า 12,000 หัวจ่าย ทั่วประเทศ
ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่พุ่ง
กลไกหลักในการทบทวนและจัดทำร่างแผน PDP2026 ในครั้งนี้ มีความจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสำคัญหลายด้านเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการรับมือกับ New Demand ที่ต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง (Baseload) ตลอด 24 ชั่วโมงในปริมาณสูง จากกลุ่มอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง Data Center & AI การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าและการชาร์จที่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบการใช้ไฟฟ้าและสร้างความท้าทายในช่วง Peak Load ตลอดจนการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชนทางรางและรถไฟฟ้าความเร็วสูงในเขตพื้นที่การพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และเมืองหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไฟฟ้าหลักยังได้รับผลกระทบจากการเติบโตของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ Prosumer / IPS ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ารูปแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
แผน PDP2026 จึงได้มีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ชี้วัดความมั่นคงของระบบไฟฟ้าใหม่ จากเดิมที่ใช้เกณฑ์กำลังผลิตสำรองคงที่ (Reserve Margin) ซึ่งไม่สามารถสะท้อนความผันผวนของพลังงานหมุนเวียนตามสภาพอากาศและเวลาได้ มาเป็นเกณฑ์โอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (LOLE) เพื่อประเมินความเสี่ยงและโอกาสที่ความต้องการไฟฟ้าจะสูงกว่ากำลังการผลิตจริง ตลอดทั้ง 8,760 ชั่วโมงของปี เพื่อให้สะท้อนเสถียรภาพและระบบความมั่นคงที่แท้จริง
บรรจุ SMR อยู่ในแผน
นอกจากนี้ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้ายุคใหม่ยังได้บรรจุทางเลือกระดับนวัตกรรม เพื่อการจัดหาพลังงานสีเขียวที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อขยายผลไปสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนเต็มระบบ โดยมีการนำร่องบรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานฐานรากไร้คาร์บอนที่มีระบบความปลอดภัยสูงและก่อสร้างได้รวดเร็วในพื้นที่จำกัด เพื่อเสริมความเสถียรให้กับนิคมอุตสาหกรรม
มีการพิจารณาทางเลือกการใช้พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ทั้งการผลิต Green Hydrogen และการผสมในก๊าซธรรมชาติ (Co-firing) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการลงทุนในเทคโนโลยีดักจับ กักเก็บ และต่อยอดใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) ร่วมกับการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ระดับโครงข่าย (BESS) เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร (VRE)
ขณะเดียวกันในด้านผู้บริโภคจะมีการส่งเสริมระบบตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) การเชื่อมโยงระบบผลิตกระจายศูนย์ (VSPP/Prosumer Integration) และการเชื่อมโยงระบบยานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับระบบจ่ายไฟฟ้า (V2X) เพื่อเป็นแหล่งทรัพยากรความยืดหยุ่นสูงให้กับประเทศ
ในระยะต่อไป ภาครัฐจะมุ่งขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อสร้างระบบนิเวศพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy Ecosystem) ผ่านการอัปเกรดและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Smart Infrastructure) และระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) พร้อมทั้งมีการปรับปรุงโครงสร้างตลาดและราคาพลังงาน รวมถึงระเบียบข้อกฎหมายต่างๆ ให้เปิดเสรีมากขึ้น เช่น การเปิดให้ใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม (TPA) และการส่งเสริมสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) เพื่อปลดล็อคข้อจำกัดทางการค้าและตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสีเขียวของภาคธุรกิจในระดับสากล
การเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของต้นทุนหรือภาระที่ต้องจ่าย แต่คือ “การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในอนาคตของประเทศไทย โดยความท้าทายที่แท้จริงภายใต้แผน PDP2026 ไม่ใช่เพียงแค่การมุ่งเพิ่มปริมาณการผลิตพลังงานสะอาดให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่เป็นการออกแบบและจัดเตรียมระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่สามารถรองรับและบริหารจัดการพลังงานสะอาด โดยที่ประเทศยังคงสามารถรักษาสมดุลทั้งด้านความมั่นคง เสถียรภาพ และอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับภาคประชาชนไว้ได้อย่างยั่งยืน
เร่งปรับตัวรับกติกาโลกใหม่
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) หรือ “กรมลดโลกร้อน”กล่าวในหัวข้อ “Thailand Green Transition สมดุลเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน” ว่า ภายใต้ความท้าทายรอบด้าน ทั้งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากลและความต้องการของนักลงทุนในตลาดทุน ควบคู่ไปกับความมั่นคงและราคาพลังงานภายในประเทศ รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ
ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ และการผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ.2050) เพื่อยกระดับวิถีเกษตรกรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วางรากฐานโครงสร้างตลาดไฟฟ้าเสรี ส่งเสริมโลจิสติกส์สีเขียว จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน
เพื่อขับเคลื่อนแผนงานดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอแผน NDC 3.0 (NDC 2035) โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 47 % เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2562 และจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้อยู่ที่ 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซจากทุกภาคส่วนหลัก ได้แก่ ภาคพลังงาน ภาคการขนส่ง ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ภาคของเสีย และภาคการเกษตร
ผ่านกลยุทธ์สำคัญ เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าเป็น 68 ภายในปี พ.ศ. 2578 และ 74% ภายในปี พ.ศ. 2583 ก่อนจะทยอยลดและยกเลิกการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2593 ร่วมกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV 30@30) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การเผาไหม้ร่วมด้วยไฮโดรเจนและแอมโมเนีย เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS/BECCS) รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR/MMR)
ใช้กลไกกฎหมายขับเคลื่อน
กลไกทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนแผนงานนี้คือ (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกฎหมายภูมิอากาศของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมบทบัญญัติทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัว อีกทั้งยังมีการประกาศใช้มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) จัดเก็บโดยกรมสรรพสามิตในกลุ่มสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง เช่น น้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
ตลอดจนมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของประเทศไทย (Thailand CBAM) ร่วมกับกรมศุลกากร เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้านำเข้าในกลุ่มเสี่ยงสูง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการประมูลสิทธิและภาษีจะถูกนำเข้าสู่กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสีเขียว เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเงินอุดหนุนในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงให้การช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อยและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่าน
การประกาศใช้กลไกราคาคาร์บอนดังกล่าว จะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อต้นทุนพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีการประเมินว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง จะเผชิญกับต้นทุนส่วนเพิ่มตามระดับราคาคาร์บอน โดยหากราคาคาร์บอนขยับขึ้นไปถึง 1,000 บาทต่อตัน จะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มขึ้นถึง 66.7 % ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของระบบที่ส่งต่อไปยังผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดประมาณ 0.475 ถึง 0.50 บาทต่อหน่วย
กฟผ. ปักธง Ecosystem Connector
นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในหัวข้อ "อนาคตพลังงานไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน” ว่า ความมั่นคงด้านพลังงานในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีไฟฟ้าเพียงพอใช้อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมทั้งความต่อเนื่อง เสถียรภาพของระบบ และราคาที่แข่งขันได้ในตลาดโลก
ปัจจุบัน กฟผ. ได้ปรับบทบาทสู่การเป็น Ecosystem Connector คือการยกระดับจากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าไปสู่การเป็นผู้สร้างมาตรฐานใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย โดย กฟผ. พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่ไปกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและมั่นคงของประชาชนผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนธุรกิจเข้าด้วยกันในระบบนิเวศพลังงานที่สะอาดและยั่งยืนเพื่อเป็นรากฐานสำคัญให้เศรษฐกิจไทยในอนาคต
ทั้งนี้ ระบบไฟฟ้าไทยกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ทั้งในแง่การออกแบบโรงไฟฟ้าที่ต้องพิจารณาปัจจัยมากขึ้นกว่าเดิม และการบริหารจัดการแผนการเดินเครื่องที่ต้องเปลี่ยนจากระบบคงที่ไปสู่ระบบไดนามิกแบบเรียลไทม์ เนื่องจากพลังงานทดแทนมีความผันผวนตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้าจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความเสถียรของระบบกลายเป็นเงื่อนไขที่ยอมประนีประนอมไม่ได้
นอกจากนี้ เพื่อรองรับความผันผวนของพลังงานทดแทน กฟผ. ได้พัฒนาศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือ Renewable Energy Forecast Center ที่เชื่อมโยงข้อมูลจากดาวเทียมและสภาพอากาศเข้ากับข้อมูลการผลิตไฟฟ้า โดยใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์กำลังผลิต ระบบดังกล่าวช่วยให้สามารถเตรียมโรงไฟฟ้าสำรองได้ล่วงหน้า ในกรณีที่พลังงานทดแทนผลิตได้ต่ำกว่าแผนที่วางไว้ ควบคู่กับการพัฒนา Disturbance Analysis Center เพื่อติดตามและบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจส่งผลให้ไฟฟ้าตกหรือไฟดับ
ดันโรงไฟฟ้าสูบกลับ
นายนรินทร์ กล่าวถึงแผนการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีระบบ Pumped Storage อยู่แล้วในหลายพื้นที่ ทั้งที่โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ รวมถึงที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนภูมิพลรวมกันอีกกว่า 1,000 เมกะวัตต์ และมีแผนขยายเพิ่มเติมครอบคลุมภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งแบตเตอรี่และอุปกรณ์ใหม่เพื่อรองรับความผันผวนและเสริมความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้าโดยรวม
ขณะที่การรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC หรือภาคตะวันออก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ กฟผ. ได้เร่งพัฒนาโครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าทั้งเพื่อรับซื้อพลังงานทดแทนในประเทศ และเชื่อมโยงรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว โดยในบางส่วนของโครงการสามารถพัฒนาได้เร็วกว่าแผนที่วางไว้ ส่งผลให้สามารถจ่ายไฟเพิ่มให้กับพื้นที่ EEC ได้แล้วประมาณ 550 เมกะวัตต์
ส่วนในมิติของการเปิดเสรีพลังงานสีเขียว กฟผ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานทดแทนเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า รองรับทั้งอัตราค่าไฟฟ้าพลังงานสีเขียวแบบ UGT1 ที่ไม่เจาะจงแหล่งที่มา ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 และ UGT2 แบบระบุแหล่งที่มาชัดเจนซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2567 เพื่อสร้างทางเลือกที่หลากหลายและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าที่ต้องการพลังงานสะอาดแท้จริง
“ความมั่นคงพลังงานยุคใหม่ มันไม่ใช่เรื่องแค่ไฟฟ้า แต่มันเป็นการส่งมอบพลังงานสีเขียวที่มีเสถียรภาพ ต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อเป็นรากฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ในการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาสร้างรายได้ให้กับประเทศ” นายนรินทร์ กล่าว
ผู้ว่าการ กฟผ. ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนมุมมองต่อพลังงานทดแทนว่า จากที่เคยถูกมองเป็นเพียงภาระด้านต้นทุนหรือการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ปัจจุบันพลังงานสีเขียวกำลังกลายเป็นแต้มต่อ ในการแข่งขันระดับนานาชาติ ทั้งในบริบทของ RE100, Net Zero, และมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่ทำให้ต้นทุนคาร์บอนในสินค้าส่งออกกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับภาคธุรกิจไทย ประเทศที่มีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและสะอาดจะมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนด้าน Digital Economy ได้มากกว่า
ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังวางแผนนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ทั้งในการวางแผนพลังงานและการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า พร้อมพัฒนาระบบ Smart Data เพื่อบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้าผ่านกลไก Demand Response ซึ่งในอดีตถูกใช้เพื่อลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีค แต่ในอนาคตจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ ควบคู่กับการบริหาร Virtual Power Plant ที่รวมแหล่งผลิตไฟฟ้าหลากหลายประเภทเข้าไว้ในระบบเดียวกัน
“เราต้องสร้างความพร้อมให้กับประเทศ สามารถรองรับการลงทุนด้าน AI data center และก้าวไปเป็นผู้บริหารพื้นที่พลังงานสะอาด มีระบบโครงข่ายอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และระบบนิเวศเชิงเศรษฐกิจที่จะพร้อมไปส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ” นายนรินทร์ กล่าว ทิ้งท้าย







