

KEY
POINTS
ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก กลไกเครดิตร่วม หรือ Joint Crediting Mechanism (JCM) ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่นในการขับเคลื่อนนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนตํ่า
การสนับสนุนเงินทุน และความร่วมมือทางวิชาการจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เพื่อดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคส่วนต่างๆ โดยผลของการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจะถูกคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิต เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่าง 2 ประเทศภายใต้ความตกลงที่เป็นทางการ
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) รายงานว่า จากข้อมูลสถิติล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2569 ความร่วมมือภายใต้กลไก JCM ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เป็นต้นมา โดยมีโครงการที่ได้รับการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เกิน 50% ของเงินลงทุนทั้งหมด เพื่อใช้ดำเนินงาน อาทิ ค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในโครงการ ค่าก่อสร้างอาคารสำหรับติดตั้งเครื่องจักร เป็นต้น แล้ว 59 โครงการ ที่เป็นยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและนวัตกรรมพลังงานในภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้รวมสูงถึง 422,322 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/y)
ในจำนวนดังกล่าว การดำเนินงานพบว่ามีความก้าวหน้าในหลายระดับ โดยกลุ่มแรกเป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 12 โครงการ มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้รวมทั้งหมด 58,667 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี (tCO2e/y) ในจำนวนนี้ซึ่งได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว 6 โครงการ ปริมาณคาร์บอนฯที่ลดได้ 6,049 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี แบ่งปันให้ทางญี่ปุ่น 3,026 tCO2e/y และในไทย 3,023 tCO2e/y
กลุ่มที่ 2 อยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) มีจำนวน 19 โครงการ มีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะลดได้รวม 56,253 ตั tCO2e/y ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของภาคเอกชนและภาครัฐไทยในการแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจก อาทิ โครงการบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าคาร์บอนตํ่า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) โดยใช้ระบบควบคุมแรงดันไฟฟ้าออนไลน์ (OPENVQ) ร่วมกับเทคโนโลยี ICT (TH024)คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 19,077 tCO2e/y
โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยนํ้า ขนาด 17.8 เมกะวัตต์ ในนิคมอุตสาหกรรม เนินงานโดยบริษัท อิมแพค โซล่าร์ จำกัด คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 10,678 tCO2e/y โครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนดาดฟ้าขนาด 8.1 เมกะวัตต์ในโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์และโรงงานผลิตใยแก้วนำแสง ของบริษัท คันไซ เอนเนอร์จี โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 3,797 tCO2e/y เป็นต้น
นอกจากนี้ ในกลุ่มที่ 3 เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนแล้วอยู่ระหว่างการพิจารณาตามขั้นตอนและเตรียมการเข้าสู่ระบบตรวจสอบอีกจำนวน 28 โครงการมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะลดได้รวม 307,402 tCO2e/y อาทิ โครงการการนำหม้อไอนํ้าชีวมวลมาใช้ในโรงงานผลิตนํ้ามันปรุงอาหาร ของบริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์นํ้ามันพืช จำกัด คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 29,759 tCO2e/y โครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 37 เมกะวัตต์และเตาหลอมประสิทธิภาพสูงมาใช้ในโรงงานผลิตเครื่องยนต์และยานยนต์ ของกลุ่มบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ 19,483 tCO2e/y เป็นต้น
ที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ มี 9 โครงการที่อยู่ภายใต้แทร็ก JCM Track under Premium T-VER ที่มีการยกระดับมาตรฐานโครงการ JCM ในไทยให้สอดรับกับข้อกำหนดสากลของความตกลงปารีส ข้อ 6.2 เพื่อสร้างความความน่าเชื่อถือในระดับสากลมากยิ่งขึ้น มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้รวมทั้งสิ้น 161,884 tCO2e/y ที่เน้นการนำเทคโนโลยีลํ้าสมัยมาใช้ อาทิ โครงการระบบผลิตพลังงานร่วมจากชีวมวลมาใช้ในโรงงานเคมี ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เอ็นเอส-โอจี เอนเนอร์จีโซลูชั่นส์ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท ไทยนิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่งแอนด์ คอนสตรัคชั่นคอร์ปอเรชั่น จำกัด คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง 48,429 tCO2e/y
ขณะที่บริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด มีโครงการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 104 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาด 129 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ในพื้นที่บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 43,577 tCO2e/y และที่โรงงานในจังหวัดลพบุรี มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 48 เมกะวัตต์ และระบบ BESS 60 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนได้อีก 21,545 tCO2e/y
รวมถึงโครงการโครงการจัดหาพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ขนาด 55 เมกะวัตต์ พร้อมระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานขนาด 40 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เพื่อจ่ายไฟให้กับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในจังหวัดชลบุรี มีผู้ร่วมพัฒนา ได้แก่ บริษัท อิมแพ็ค อิเล็คตรอน สยาม จำกัด (IES), บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน), บริษัท อิมแพ็ค โซลาร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เดซี่ ไดรฟ์ จำกัด คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 25,350 tCO2e/y เป็นต้น
สำหรับทิศทางในอนาคต รัฐบาลญี่ปุ่นโดยกระทรวงสิ่งแวดล้อมได้มีการจัดสรรงบประมาณสำหรับการสนับสนุนโครงการ JCM ในช่วงปี 2567-2569 ประมาณ 12,800 ล้านเยน เพื่อสนับสนุนโครงการต้นแบบใน 29 ประเทศภาคี รวมถึงประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น ไฮโดรเจน การกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานด้วยเทคโนโลยี IoT ซึ่ง อบก. จะยังคงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการให้คำปรึกษาและสนับสนุนผู้พัฒนาโครงการไทยในการจับคู่พันธมิตร (Matching Platform) กับบริษัทญี่ปุ่น เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนและเทคโนโลยีชั้นนำเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง