thansettakij
thansettakij
ความลับบิลค่าไฟ ทำไมทุกบ้านต้องช่วยจ่ายค่าไฟสาธารณะ หลังถูกซ่อนมากว่า 10 ปี

ความลับบิลค่าไฟ ทำไมทุกบ้านต้องช่วยจ่ายค่าไฟสาธารณะ หลังถูกซ่อนมากว่า 10 ปี

22 มิ.ย. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ค. 69 | 07:59 น.

เปิดปมค่าไฟทางหลวงซ่อนในบิลไฟบ้านกว่า 10 ปี เอกนัฏสั่งแยกบัญชีค่าไฟถนน-ไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน พร้อมเปิดสูตรคำนวณค่าไฟไทย 100 หน่วยหายไปไหน

KEY

POINTS

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเปิดเผยว่าค่าไฟฟ้าสาธารณะ เช่น ไฟทางหลวง ถูกนำไปรวมและซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชนมานานกว่า 10 ปี
  • ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ถูกคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของ "ความสูญเสียในระบบ" ทำให้ต้นทุนค่าไฟต่อหน่วยที่ประชาชนต้องจ่ายสูงขึ้น ซึ่งมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี
  • แนวทางแก้ไขคือการแยกบัญชี ติดตั้งมิเตอร์ และให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบเป็นผู้จ่ายค่าไฟส่วนนี้โดยตรงจากงบประมาณ เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน

กลายเป็นประเด็นดราม่าทางสังคมที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุถึงแนวทางปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าของประเทศ โดยยอมรับว่า ปัจจุบันมีต้นทุนบางส่วนที่ถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่าย 

หนึ่งในนั้นคือค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะของภาครัฐ ซึ่งถูกบวกเข้าไปในต้นทุนค่าไฟฟ้าโดยรวมของประเทศ และสุดท้ายประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับประเด็นค่าไฟสาธารณะของภาครัฐที่ประชาชนต้องรับภาระ เพื่อให้คลายสงสัยพบว่า

ย้อนรอยคำพูดเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

ประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นมาจากการนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว. พลังงาน ออกมาระบุว่า โดยยืนยันว่าตั้งใจเปิดปมทางหลวงเนียนเก็บค่าไฟทางรวมกับไฟบ้าน ชี้ ควรแยกจ่ายเหมือนหน่วยงานอื่น หวังช่วยลดค่าไฟ

ความลับบิลค่าไฟ ทำไมทุกบ้านต้องช่วยจ่ายค่าไฟสาธารณะ หลังถูกซ่อนมากว่า 10 ปี

 

ซึ่งให้เหตุผลว่า หากต้องการจะลดค่าไฟฟ้าของประชาชน จะต้องทำใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย

  • สัญญาแอดเดอร์ชั่วนิรันดร์ (การเรียกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ายุคแรก ตั้งแต่ปี 2550-2551 ที่รัฐให้เงินอุดหนุนบวกเพิ่ม (Adder) ในราคาสูงเพื่อจูงใจเอกชน และไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ผู้ผลิตที่คืนทุนแล้วยังคงขายไฟได้ในราคาสูง)
  • ไฟทางที่หลบตาประชาชนไปอยู่ในบิลค่าไฟ
  • อัตรารับซื้อไฟจากโรงไฟฟ้าและอัตราที่ขายไฟให้กับเอกชน อย่างการทำดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ควรคิดในอัตราที่ถูก

สังคยานาค่าไฟ

นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า การลดค่าไฟให้ประชาชนอยู่ในเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ ต้องเร่งสังคายนา และแยกบัญชีค่าไฟทางหลวง-ทางหลวงชนบทให้ชัดเจน เพราะปัจจุบันอยู่ในรายการความสูญเสีย และยังนำไปบวกในค่าไฟของทุกคนของทุกประเภทแบบนี้ไม่ถูกต้อง

ความลับบิลค่าไฟ ทำไมทุกบ้านต้องช่วยจ่ายค่าไฟสาธารณะ หลังถูกซ่อนมากว่า 10 ปี

 

ส่วนการบวกเพิ่มค่าไฟในลักษณะนี้ เกิดขึ้นมานานแล้วหรือไม่ เอกนัฏเปิดเผยว่า มีการเก็บแบบนี้มาเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ควรทำ ควรที่จะต้องติดมิเตอร์แยกบัญชีออกมาให้เห็นชัดว่าตกลงค่าไฟของไฟหลวงไฟทางเป็นเท่าไหร่ หน่วยราชการที่รับผิดชอบก็สามารถไปของบประมาณฯ มาจ่ายค่าไฟได้เหมือนหน่วยราชการทั่วไป ถ้าแยกตรงนี้ออกมาได้ ค่าไฟสำหรับประชาชนก็ถูกลง เพราะส่วนนี้ที่ต้องจ่ายกันปีหนึ่งเป็น 10,000 ล้านบาท ก็ต้องรีบจัดการแก้ไข และย้ำว่าจะเร่งดำเนินการโดยทันที

เรื่องนี้ตั้งใจพูดเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจะรู้ กระทรวงฯกำลังจัดการติดมิเตอร์แยกบัญชีกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟ ให้หน่วยงานที่ใช้ไฟเป็นผู้รับผิดชอบ จะได้เห็นให้ชัดว่าตกลงแล้วเป็นเท่าไหร่ ไม่ใช่มาแทรกหลบหูหลบตาประชาชนแบบนี้ ไม่ถูกต้อง

ชำแหละบิลค่าไฟ

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญทางด้านค่าไฟกล่าวให้ความเห็นกับ ”ฐานเศรษฐกิจ“ โดยอธิบายว่า หากนำหน่วยผลิตที่ผลิตได้มาทั้งหมด 100 หน่วย จะไปถึงผู้ใช้ไฟแค่ประมาณ 90 กว่าหน่วย หรือประมาณ 90-93 หน่วย ซึ่งแล้วแต่ปี เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าหายไปประมาณ 7-10%

 

โดย 7-10%  ดังกล่าวที่หายไป คือ การสูญเสีย (Loss) ในสายส่งไฟฟ้าแรงสูง ประมาณ 1% กว่า หรือ 2% และ Loss ในสายจำหน่าย ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) น่าจะประมาณ 4-5% รวมแล้วก็ประมาณ 6% 

ที่เหลือก็คือไฟสาธารณะ เพราะว่าไฟสาธารณะบางจุดมีมิเตอร์วัด แต่บางจุดก็ไม่มีมิเตอร์ ยกตัวอย่างเช่น ตามถนนหลวงหากจะมีมิเตอร์เยอะก็ไม่ไหว บางทีก็ใช้วิธีต่อตรงลงมาเลย ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าระบบเป็นแบบนี้ ไม่ได้มีมิเตอร์ทุกจุด

แต่การไฟฟ้าจะประเมินหรือคำนวณไว้ โดยมีโควต้าให้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ของบ้านอยู่อาศัย ไม่นับอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ว่าใช้ไฟสาธารณะได้เท่าไหร่ อย่างกทม. หรือเมืองใหญ่ที่มีบ้านจำนวนมาก โควต้าไฟสาธารณะก็จะมากตาม หากชนบทบ้านน้อยโควต้าก็จะน้อย 

การไฟฟ้ามีหน้าที่กำกับไม่ให้เกินเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจาก 100 หน่วยที่ผลิตได้ แต่มาถึงผู้ใช้ไฟแค่ 90 หน่วย ระบบคิดค่าไฟของประเทศไทยคือ นำต้นทุนทั้งหมดที่มี หารด้วยหน่วยไฟที่ขายได้จริง แทนที่จะหารด้วย 100 ก็ต้องหารด้วย 90 ตัวหารจะน้อยลง หากตัดไฟสาธารณะออก ตัวหารอาจจะเป็น 95-96 หน่วย เพราะไฟสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 4-5% แต่ตัวเลขสวิงทุกปี นอกจากนี้ยังมีเรื่องพวกขโมยใช้ไฟรวมอยู่ด้วย แต่หากจับได้และได้เงินคืน ก็ถูกนำกลับมาทบให้ในภายหลัง

ไทยคิดรวมในสูตรคำนวณค่าไฟ

อย่างไรก็ดี หากถามว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องจ่ายหรือไม่นั้น ต้องเรียนว่ามีทั้งประเทศที่ไม่คิดรวมในค่าไฟ และประเทศที่คิดรวม อย่างเวียดนามไม่รวม ค่าไฟจึงถูก แต่มาเลเซียรวมและโชว์ในบิลให้เห็นเลยว่าเป็นค่าไฟสาธารณะเท่าไหร่ 

ส่วนของไทยไม่ได้โชว์ในบิล แต่อยู่ในสูตรการคำนวณ โดยก่อนหน้านี้เคยมีการนำเสนอให้โชว์ในบิลเพื่อความโปร่งใส แต่ไม่ได้ดำเนินการด้วยเหตุผลว่าตัวเลขบางส่วนไม่ชัดเจนเนื่องจากไม่ได้ติดมิเตอร์ จึงให้การไฟฟ้าไปติดตั้งมิเตอร์ให้ครบก่อน

ความลับบิลค่าไฟ ทำไมทุกบ้านต้องช่วยจ่ายค่าไฟสาธารณะ หลังถูกซ่อนมากว่า 10 ปี

 

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นส่วนตัวมองว่า ควรจะแสดงให้เห็นในบิลค่าไฟของประชาชนว่าจ่ายอยู่ที่เท่าไหร่ โดยประเทศที่ไม่รวมในค่าไฟก็ต้องไปตั้งงบประมาณ ซึ่งก็มาเก็บจากเงินภาษีของประชาชนทางอ้อมอยู่ดี 

ระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันคือ ประชาชนช่วยกันแบก โดยมีแนวคิดให้เป็นเปอร์เซ็นต์ของบ้านอยู่อาศัย เพราะถือว่าประชาชนเป็นผู้ใช้ไฟสุดท้ายและเพื่อความปลอดภัยในชุมชน สรุปคือควรเสีย แต่อยู่ที่ว่าจะเสียทางตรงหรือทางอ้อม

สำหรับข้อดีของการหารรวมแบบนี้คือ ภาคอุตสาหกรรมช่วยหารด้วย เพราะอุตสาหกรรมใช้ไฟเยอะกว่าบ้าน แต่หากแยกออกไป ภาคอุตสาหกรรมจะไม่ต้องมาหารร่วมด้วย และรัฐต้องเป็นผู้จ่ายเองทั้งหมด 

อีกทั้งหากไม่ให้ไฟสาธารณะกับท้องถิ่น เช่น เทศบาล/อบต. สิ่งที่จะตามมาคือ อาจจะถูกคิดค่าตั้งเสาไฟฟ้าในพื้นที่ โดยปัจจุบันมีการอนุญาตให้ติดตั้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายถือว่าให้เป็นสาธารณูปโภค ถือว่าเป็นการชดเชย และการให้อุตสาหกรรมมาช่วยหารก็ทำให้รัฐออกเงินน้อยลง

โครงสร้างบิลค่าไฟฟ้าในประเทศไทย

เพื่อให้เข้าใจถึงจุดที่ต้นทุนแฝงดังกล่าวซ่อนอยู่ "ฐานเศษฐกิจ" ตึงครวจสอบไปยังโครงสร้างบิลค่าไฟฟ้าของไทย ซึ่งพบว่าประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก ได้แก่

  • ค่าพลังงานไฟฟ้า หรือ ค่าไฟฐาน (Base Tariff) คิดแบบอัตราก้าวหน้า (ยิ่งใช้มาก ยิ่งจ่ายแพง) ครอบคลุมต้นทุนระยะยาวของโรงไฟฟ้า สายส่ง การจำหน่าย นี่คือส่วนที่ "ค่าไฟทางแฝง" ถูกเฉลี่ยรวมอยู่ (ประมาณ 10-15 สตางค์/หน่วย)
  • ค่าบริการรายเดือน (คงที่ทุกเดือน) มิเตอร์ ≤ 5 แอมป์ (ใช้ไม่เกิน ~150 หน่วย) = 8.19 บาท มิเตอร์ > 5 แอมป์ = 24.62 บาท
  • ค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) ปรับทุก 4 เดือน ตามราคาเชื้อเพลิง (ก๊าซธรรมชาติ LNG เป็นหลัก) งวด พ.ค.–ส.ค. 2569 = 0.1623 บาท/หน่วย ไม่ใช่ส่วนที่ซ่อนค่าไฟทางแฝง
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% คิดจากยอดรวม ข้อ 1-3

ค่าไฟเฉลี่ยปัจจุบัน (ไม่รวม VAT) ≈ 3.95 บาท/หน่วย (สำหรับงวด พ.ค.–ส.ค. 2569)

สถิติการใช้ไฟสาธารณะในประเทศไทย

จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้ารายจังหวัดสาขา ปี 2566 ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการแยกประเภทการใช้ไฟฟ้าในแต่ละจังหวัด ออกเป็น 12 ประเภท คือ บ้านที่อยู่อาศัย, กิจการขนาดเล็ก, กิจการขนาดกลาง, กิจการขนาดใหญ่, กิจการเฉพาะอย่าง, ไฟสำรอง, ไฟที่สามารถงดจ่ายไฟฟ้าได้,ไฟฟ้าสาธารณะ, ราชการ/รัฐวิสาหกิจ, การสูบน้ำ, ไฟฟ้าชั่วคราว และสถานีชาร์จรถ EV พบว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้ไฟสาธารณะมากที่สุด คือ 342.1 ล้านหน่วย/ปี

โดย 5 อันดับ จังหวัดที่ใช้ไฟสาธารณะมากที่สุดในปี 2566 ประกอบด้วย

  • กรุงเทพมหานคร 342.1 ล้านหน่วย/ปี 
  • ชลบุรี 133.50 ล้านหน่วย/ปี
  • นครปฐม 132.89 ล้านหน่วย/ปี
  • นครราชสีมา 117.27 ล้านหน่วย/ปี 
  • อุดรธานี 99.21 ล้านหน่วย/ปี

โดยจะพบว่าปริมาณการใช้ไฟไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของจังหวัดเพียงเท่านั้น แต่ตัวแปรสำคัญ คือ ขนาดเศรษฐกิจ เพราะใน 5 อันดับแรกนั้น เป็นจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ 

มรดกจากอดีต ครม.ปี 2530

ปัญหาค่าไฟทางแฝงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีรากเหง้ามาอย่างยาวนานกว่า 39 ปี โดยย้อนกลับไปอ้างอิงถึง มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2530

ในบริบทของยุคสมัยนั้น ประเทศไทยยังไม่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่ชัดเจน ยังไม่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือกลไกการจัดเก็บภาษีท้องถิ่นที่เข้มแข็งเหมือนในปัจจุบัน

ภาครัฐในขณะนั้นต้องการส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนนและการขยายตัวของชุมชนชนบท จึงมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่าการสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อประโยชน์สาธารณะ

หัวใจสำคัญของการยกเว้นในอดีตคือการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Reciprocity) ระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวนี้ว่า ในอดีต กรมทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุญาตให้การไฟฟ้าปักเสาไฟฟ้าและพาดสายไฟฟ้าผ่านพื้นที่เขตทางหลวงทั่วประเทศโดยไม่เรียกเก็บค่าเช่าที่ดินหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ

ในทางกลับกัน การไฟฟ้าก็ได้ให้สิทธิพิเศษแก่หน่วยงานด้านคมนาคมและท้องถิ่นในการใช้ไฟฟ้าส่องสว่างสาธารณะฟรีโดยกำหนดโควตายกเว้นค่าไฟฟ้าสาธารณะในอัตรา ไม่เกิน 10% ของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่นั้น ๆ

ต่อมาคณะกรรมการกระจายอำนาจได้ขยายแนวคิดนี้ไปยังอปท. ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร เทศบาล หรือ อบต.

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริบทสังคมเปลี่ยนไป ท้องถิ่นมีงบประมาณเป็นของตนเองและมีการจัดเก็บภาษีที่ดินและภาษีท้องถิ่นแล้ว แต่ระบบของฟรีนี้กลับยังคงดำเนินอยู่และส่งผลเสียต่อวินัยการคลัง เนื่องจากการใช้ไฟที่ไม่มีค่าใช้จ่ายโดยตรงทำให้หน่วยงานท้องถิ่นขาดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน หรือการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น หลอดไฟ LED และโซลาร์เซลล์ เพราะมองว่าเป็นภาระที่การไฟฟ้าต้องแบกรับ