
‘กระบือไทย’ เข้าสู่ยุคจีโนม ปศุสัตว์สร้างฐานพันธุกรรมชาติ ดันคัดพันธุ์แม่นยำ
กรมปศุสัตว์จับมือ สวก. และพันธมิตรวิจัย ปั้นฐานพันธุกรรมกระบือปลักไทย สำเร็จ โชว์ผลงานปี 2 สร้างจีโนมอ้างอิง–ฐานข้อมูลพันธุกรรมชาติ เตรียมต่อยอดคัดพันธุ์แม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์พันธุ์ดี
KEY
POINTS
- กรมปศุสัตว์ร่วมกับหน่วยงานวิจัยนำเทคโนโลยีจีโนมมาใช้ปรับปรุงพันธุ์กระบือไทย เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกและแก้ปัญหาประชากรลดลง
- มีการจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ" (NBIC) และสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทย เพื่อเป็นฐานข้อมูลพันธุกรรมของประเทศ
- เทคโนโลยีจีโนมช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์จากเดิมที่ใช้เวลาหลายสิบปีให้สั้นลง โดยสามารถคัดเลือกลักษณะดีเด่นได้ตั้งแต่แรกเกิด
- โครงการมุ่งถ่ายทอดพันธุกรรมกระบือพันธุ์ดีสู่เกษตรกรต้นแบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือไทยให้ยั่งยืน
"กระบือไทย" ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์ที่อยู่คู่กับเศรษฐกิจไทยมานาน แต่ยังเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าสูงยิ่ง ปัจจุบันจำนวนประชากรกระบือมีแนวโน้มลดลง และที่ผ่านมาเกษตรกรมักคัดเลือกพันธุ์โดยดูจากลักษณะภายนอกเป็นหลัก ไม่ได้พิจารณาถึงศักยภาพทางพันธุกรรม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) มีแนวโน้มลดลงด้วย
ทาง กรมปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และภาคีเครือข่าย จึงเห็นความสำคัญในการอนุรักษ์และพัฒนาฐานพันธุกรรมในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมปศุสัตว์ในการขับเคลื่อนและขยายผล รวมถึงภาคส่วนการศึกษาที่เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เทคโนโลยีจีโนมจะช่วยย่นระยะเวลาการพัฒนาพันธุ์ให้สั้นลง โดยเริ่มให้ทุนสนับสนุนตั้งแต่ปี 2566 เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและฐานข้อมูลสำคัญ ในปีที่ 2 นี้เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นจากการจัดตั้ง "ศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ" ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจพัฒนาพันธุ์มีความแม่นยำและยั่งยืน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระดับเกษตรกรต้นแบบ เพื่อถ่ายทอดพันธุกรรมดีและองค์ความรู้สู่พื้นที่ต่างๆ
ผงาดงานจีโนมปี 2 "กระบือ" คัดพันธุ์แม่นยำ
นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ความสำเร็จของโครงการในปีที่ 2 เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้านการวิจัย ในการนำเทคโนโลยีจีโนมมาประยุกต์ใช้กับการปรับปรุงพันธุ์กระบือปลักไทย ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจและทรัพยากรพันธุกรรมที่มีคุณค่าของประเทศ ผลงานวิจัยครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ ลดระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือไทย ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาภาคปศุสัตว์ให้ก้าวสู่การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสำคัญของโครงการ โดยสามารถสร้างจีโนมอ้างอิงของกระบือปลักไทยในระดับโครโมโซม ที่มีความสมบูรณ์สูง จัดตั้งโครงสร้างการบริหารศูนย์ข้อมูลกระบือแห่งชาติ (National Buffalo Information Center : NBIC) และพัฒนาโปรแกรมจัดเก็บข้อมูลและประเมินผลพันธุกรรม (E-NBIC) เพื่อรองรับการเก็บข้อมูลพันธุกรรม พันธุ์ประวัติ และข้อมูลสุขภาพกระบือรายตัวจากทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังสามารถประเมินค่าพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโต จัดทำข้อมูลพ่อพันธุ์ (Sire Summary) และเตรียมข้อมูลสำหรับการพัฒนาชุดตรวจดีเอ็นเอ (SNP Chip) ที่จำเพาะต่อกระบือปลักไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต
ผลสำเร็จอีกประการหนึ่งของโครงการ คือ การสร้างฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่เชื่อมโยงการประเมินพันธุกรรมกับการบริหารจัดการฝูงกระบือ โดยมีการเก็บข้อมูลลักษณะประจำตัว ข้อมูลการเจริญเติบโต และข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ เพื่อรองรับการถ่ายทอดพันธุกรรมกระบือพันธุ์ดีสู่พื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการอนุรักษ์พันธุกรรมกระบือปลักไทยในระยะยาว
ด้านนางสาวปิยธิดา ถิระรณรงค์ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญพิเศษด้านวิเคราะห์นโยบายและแผนงานวิจัยการเกษตร สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) กล่าวว่า สวก. มุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการเกษตรของประเทศ โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการบูรณาการศักยภาพของหลายหน่วยงานในการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีขั้นสูงด้านพันธุศาสตร์สัตว์ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัยและการปรับปรุงพันธุ์กระบือไทยในอนาคต รวมถึงต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์ในระดับประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
กรมปศุสัตว์พร้อมผลักดันให้องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ในภาคสนาม ทั้งด้านการประเมินพันธุกรรม การผลิตพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงกระบือและสร้างความมั่นคงทางพันธุกรรมของประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด
ผศ.สพ,ญ.ดร.สุภัญญา สีทองดี คณบดีคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า ขณะนี้ได้คัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีข้อมูลตัวเลขยืนยันชัดเจนว่าให้อัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าปกติ เช่น จากเดิมโตวันละ 600 กรัม อาจเพิ่มเป็น 800-1,000 กรัม โดยคัดจากพ่อพันธุ์ในศูนย์วิจัยของกรมปศุสัตว์ 7 แห่งทั่วประเทศ
“ส่วนการดำเนินงานในพื้นที่จริง เราได้เตรียมกลุ่มเกษตรกรและแม่พันธุ์ประมาณ 200 ตัว ไว้ที่อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์, โดยจะใช้น้ำเชื้อแยกเพศจากพ่อพันธุ์ที่คัดเลือกผ่านจีโนมนี้ไปผสม หากโครงการปีที่ 3 ได้รับการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณจาก สวก. เราก็พร้อมเริ่มดำเนินการทันที”
เทคโนโลยีจีโนมนี้จะช่วยเปลี่ยนการพัฒนาพันธุ์จากการใช้เวลาเกือบ 20 ปี (ใน 3 ชั่วรุ่น) ให้รวดเร็วขึ้นมาก เพราะสามารถตรวจเลือดลูกกระบือตั้งแต่แรกเกิดเพื่อดูรูปแบบ DNA ว่าตรงตามลักษณะที่ต้องการหรือไม่ โดยไม่ต้องรอให้โตจนถึงวัยเจริญพันธุ์เพื่อทดสอบผลผลิต นี่คือการรักษาและต่อยอดสมบัติล้ำค่าของชาติด้วยวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง







