
ก๊าซธรรมชาติไทย ทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ช่วยเสริมความมั่งคงทางพลังงานและหนุนอุตสาหกรรม
เปิดคุณค่าก๊าซอ่าวไทย จากเชื้อเพลิงสู่วัตถุดิบปิโตรเคมี สร้างมูลค่าเพิ่มสูง 25 เท่า ทรัพยากรยุทธศาสตร์สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอุตสาหกรรมไทย หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน
KEY
POINTS
- ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าและความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศ
- ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยส่วนใหญ่เป็น "ก๊าซเปียก" ที่มีสารประกอบมูลค่าสูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
- การนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านโรงแยกก๊าซฯ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงโดยตรง 10-25 เท่า
ก๊าซธรรมชาติ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงที่ถูกนำไปเผาไหม้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเท่านั้น แต่เบื้องหลังสถานะก๊าซที่มองไม่เห็นนี้ คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ตั้งแต่แหล่งกำเนิด การสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล ไปจนถึงกลไกการรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพให้แก่ประชาชน
ทั้งนี้ ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอนและสิ่งเจือปนต่างๆ ในสภาวะก๊าซ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใต้พื้นโลก ประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด เช่น มีเทน (Methane), อีเทน (Ethane), โพรเพน (Propane), บิวเทน (Butane) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ก๊าซธรรมชาติจากแต่ละแหล่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกัน
ประเภทของก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซธรรมชาติแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ประกอบด้วย
- ก๊าซแห้ง (Dry Gas) หมายถึง ก๊าซธรรมชาติที่มีมีเทน เป็นองค์ประกอบหลัก 70% ขึ้นไป เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว เรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปยังจุดหมายที่มีระยะทางไกล
- ก๊าซเปียก (Wet Gas) หมายถึง ก๊าซธรรมชาติซึ่งนอกจากจะมีเทน แล้ว ยังมี อีเทน โพรเพน บิวเทน ฯลฯ ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอด เมื่อนำมาผ่านกระบวนการแยกในโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อแยกสารประกอบออกจากกัน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายและนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีได้ ซึ่งดีกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว
คุณสมบัติที่ต่างกันของก๊าซฯ
หากพิจารณาจากข้อมูลองค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าก๊าซธรรมชาติจากแต่ละแหล่งมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย นั่นคือ ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทย คือวัตถุดิบตั้งต้นชั้นยอดที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีทั่วโลกต้องการ
ไทยตั้งโรงแยกก๊าซฯเพื่อประโยชน์สูงสุด
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประเทศไทยจึงต้องจัดตั้งโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (Gas Separation Plant: GSP) เพื่อบริหารจัดการและคัดแยกสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นการลดการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ให้เกิด Bypass Gas หรือการปล่อยก๊าซธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซแล้วถูกส่งตรงไปยังผู้ใช้ปลายทาง เพราะหากนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่อุดมไปด้วยสารประกอบมูลค่าสูงไปเผาเพื่อผลิตไฟฟ้าโดยตรง สารเหล่านี้จะถูกเผาทำลายไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ไทยโชคดีที่มีก๊าซเปียกในอ่าวไทย และการตั้งโรงแยกก๊าซขึ้นมาก็เพื่อไม่ทำให้เป็นการสูญเสียทรัพยากรมูลค่ามหาศาล เพราะมีส่วนประกอบที่ล้ำค่าเกินกว่าจะนำไปเผาผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
การใช้ประโยชน์ของก๊าซแต่ละชนิด
- มีเทน - เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าและให้ความร้อนในโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในยานพาหนะ และใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี
- อีเทน - ใช้ผลิตเอทิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำหรับเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก หลอดยาสีฟัน ขวดพลาสติกใส่แชมพู และเส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ
- โพรเพน - ใช้ผลิตโพรพิลีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกโพลีโพรพิลีน (PP) ที่นิยมนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางในห้องเครื่องยนต์ หม้อแบตเตอรี่ กาว สารเพิ่มคุณภาพ และน้ำมันเครื่อง รวมถึงใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
- บิวเทน (C4) - ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และนำมาผสมกับก๊าซโพรเพนเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (ก๊าซหุงต้ม)
- ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL - C5+) - เป็นส่วนผสมของน้ำมันสำเร็จรูปและตัวทำละลาย
กลยุทธ์สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ
การตัดสินใจนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยเข้าสู่โรงแยกก๊าซฯ และส่งต่อให้โรงงานปิโตรเคมี คือกลยุทธ์ที่สร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ได้มากกว่าการนำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงถึง 10 - 25 เท่า ตามสายการผลิต
- ก๊าซธรรมชาติ / คอนเดนเสท / น้ำมัน : 1 เท่า
- อีเทน / แนฟทา / เชื้อเพลิง / น้ำมันหล่อลื่น : เพิ่มขึ้น 3 เท่า
- โอเลฟินส์ / อะโรมาติกส์ / สไตรีน : เพิ่มขึ้น 5 เท่า
- พลาสติกเรซินและเส้นใย : เพิ่มขึ้น 10 เท่า
- สินค้าอุปโภคบริโภคและชนิดพิเศษ : เพิ่มขึ้น 25 เท่า
จากตัวเลขที่ก้าวกระโดดดังกล่าว เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาผ่านกระบวนการคัดแยกนั้น สร้างประโยชน์และมูลค่ามหาศาลให้กับประเทศได้มากกว่าการนำไปเผาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เพราะแทนที่จะสูญเสียทรัพยากรล้ำค่าไปกับการเผาไหม้ที่ให้มูลค่าเพียง 1 เท่า ซึ่งเสมือนการนำไม้สักทองไปเผาทำฟืน ประเทศไทยได้แปรสภาพทรัพยากรที่มองไม่เห็นให้กลายเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทุกคน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยสร้างงาน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียน ลดภาระการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน







