

KEY
POINTS
วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานทั่วโลก เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและขนส่งนํ้ามันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่ใช้ในการขนส่งพลังงานย่อมส่งผลมาถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยได้จัดทำยุทธศาสตร์ความมั่นคงพลังงานไทย เพื่อบริหารจัดการพลังงานภายใต้ความผันผวนของโลก ที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งการสำรองนํ้ามันเชื้อเพลิง การบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และมาตรการด้านไฟฟ้า เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ในยามวิกฤต โดยแบ่งระดับความรุนแรงของสถานการณ์ออกเป็น 3 ระดับ
ระดับที่ 1 จะเริ่มดำเนินการเมื่อการจัดหาได้รับผลกระทบต่อเนื่องมากกว่า 7 วัน และระดับนํ้ามันเชื้อเพลิงคงเหลือเริ่มลดลงเข้าใกล้ระดับสำรองตามกฎหมาย ซึ่งเกณฑ์พิจารณาคือนํ้ามันดิบที่รวม Working stock และ In-transit ต้องเหลืออย่างน้อย 25 วัน และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในส่วน Working stock ต้องเหลืออย่างน้อย 7 วัน
ส่วนระดับที่ 2 เป็นระดับที่ระดับนํ้ามันเชื้อเพลิงลดลงจนถึงระดับสำรองตามกฎหมาย หรือการจัดหานํ้ามันดิบลดลง 50 % ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน หรือการจัดหา LPG หยุดชะงักเกิน 7 วัน และระดับที่ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จะเกิดขึ้นเมื่อการจัดหานํ้ามันดิบหยุดชะงักเกิน 1 เดือน หรือการจัดหา LPG หยุดชะงักเกิน 14 วัน
ปัจจุบันการบริหารจัดการณ์ยังอยู่ในระดับที่ 1-2 เนื่องจากปริมาณนํ้ามันเชื้อเพลิง ยังมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ไม่น้อยกว่า 101 วัน แบ่งเป็นนํ้ามันสำรองเพื่อการค้า 1,802 ล้านลิตร (ประมาณ 17 วัน) นํ้ามันสำรองตามกฎหมาย 3,389 ล้านลิตร (ประมาณ 25 วัน) นํ้ามันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 3,623ล้านลิตร (ประมาณ 29 วัน) และนํ้ามันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทางอีก 3,700 ล้านลิตร (ประมาณ 30 วัน)
ขณะที่ปริมาณก๊าซ LPG คงเหลือทั่วประเทศในปัจจุบันมีจำนวน 171 ล้านกิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วยปริมาณสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve) 83 ล้านกิโลกรัม และปริมาณสำรองเพื่อการค้า (Working Stock) 88 ล้านกิโลกรัม ปริมาณก๊าซทั้งหมดนี้เพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ของประชาชนได้นานถึง 199 วัน โดยยังไม่นับรวมปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ต่อเนื่องจากโรงกลั่นนํ้ามัน และก๊าซที่อยู่ระหว่างการขนส่ง (In-Transit) จากประเทศมาเลเซียอีก 11 ล้านกิโลกรัม
สำหรับมาตรการดำเนินงานเพื่อป้องกันการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงานได้มีมาตรการต่างไม่ว่าจะเป็น มาตรการ ห้ามส่งออกนํ้ามันเชื้อเพลิงไปต่างประเทศ ยกเว้นสปป.ลาวและเมียนมา ให้โรงกลั่นนํ้ามันเร่งนำเข้านํ้ามันดิบจากแหล่งอื่นที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง และเพิ่มกำลังการผลิต รวมถึงการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการผลิต (Yield) ให้ตรงกับความต้องการใช้ในประเทศมากขึ้น อีกทั้ง ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในนํ้ามันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่เป็น B5 ให้กลับมาเป็น B7 เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และเพิ่มส่วนต่างราคาจำหน่ายแก๊สโซอล์ อี 20 ให้ถ่างห่างจากแก๊สโซฮอล์ 95 เป็น 5 บาทต่อลิร เพื่อจูงใจให้หันมาใช้แก๊สโซฮอล์ อี 20 มากขึ้น ซึ่งงทั้งสองส่วนนี้จะช่วยลดการนำเข้านํ้ามันจากต่างประเทศได้ทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงการขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงาน
ขณะที่มาตรการรองรับป้องกันการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ จะไปเพิ่มปริมาณก๊าซธรรมชาติจากแหล่งในประเทศและการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJA) ซึ่งจะช่วยให้มีปริมาณก๊าซเพิ่มเติมจากระดับสูงสุดตามสัญญา (CDC) อีกประมาณ 115 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือเทียบเท่ากับก๊าซ LNG ถึง 1 ลำเรือ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการความต่อเนื่องของการผลิตก๊าซธรรมชาติและนํ้ามันดิบภายในประเทศ โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ขอความร่วมมือผู้รับสัมปทานให้พิจารณาเลื่อนกิจกรรมการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน (Planned Shutdown) ออกไปก่อนเพื่อคงระดับการผลิตให้ต่อเนื่องที่สุด
รวมถึงการประสานการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากต่างประเทศ คาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการจัดหาในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 ได้รวมประมาณ 105 ถึง 115 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามสัญญาของผู้รับสัมปทานร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทดแทน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการปรับแผนการจัดหา Spot LNG เพิ่มเติมจำนวน 3 เที่ยวเรือ เพื่อนำมาทดแทนก๊าซส่วนที่เรือไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนดเดิมในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569
ขณะที่ปริมาณความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลวหรือ LNG ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2569 มีแผนการส่งมอบรวม 36 ลำเรือ แบ่งเป็นในเดือนมีนาคมจำนวน 19 ลำ (คิดเป็นปริมาณ 66,218 พันล้านบีทียู( BBtu) และในเดือนเมษายนจำนวน 17 ลำ (คิดเป็นปริมาณ 61,901 BBtu)
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ให้สอดคล้องกับปริมาณการจัดหาก๊าซฯของประเทศ หากสถานการณ์ ในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุช ยังยืดเยื้อ มาตรการบริหารจัดการด้านไฟฟ้าภายใต้แผนรองรับวิกฤตการณ์พลังงาน จะมุ่งเน้นไปที่การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อสำรองก๊าซไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยมีมาตรการเร่งด่วนหากเกิดวิกฤตเพิ่มเติม โดยจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะเต็มศักยภาพอีก 150 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยผลิตพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 97 ล้านหน่วยต่อเดือน และสามารถลดการใช้ก๊าซ LNG ลงได้ประมาณ 647 พันล้านบีทียูต่อเดือน
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังนํ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังนํ้าในประเทศจะเพิ่มขึ้นประมาณ 80 ล้านหน่วยต่อเดือน ช่วยลดการใช้ LNG ได้ 533 พันล้านบีทียูต่อเดือน และการรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังนํ้าใน สปป.ลาว จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 125 ล้านหน่วยต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดการใช้ LNG ได้สูงถึง 833 พันล้านบีทียูต่อเดือน
ในระยะต่อไป จะขยายระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้าเทินหินบุนที่มีกำลังผลิต 20 เมกะวัตต์ รวมถึงการขยายมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากพลังงานหมุนเวียนของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง