
นักวิชาการ TDRI ค้านปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ทุบซ้ำวิกฤติพลังงาน
ดร. อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ค้านปรับโครงสร้างราคาก๊าซฯ ซ้ำสถานการณ์วิกฤติพลังงาน
KEY
POINTS
- นักวิชาการ TDRI ค้านโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ชี้ว่าการจัดสรรก๊าซอ่าวไทยราคาถูกให้ภาคปิโตรเคมีเป็นการเฉพาะไม่เป็นธรรม และระบบ "Pool Gas" ที่ใช้ราคาเฉลี่ยกับทุกภาคส่วนมีความเหมาะสมกว่า
- การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น กระทบต่อค่าไฟของประชาชนโดยตรง และลดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอื่น
- เสนอรัฐบาลชะลอการบังคับใช้มติดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์ราคาพลังงานโลกยังผันผวน และควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะอย่างโปร่งใส
จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่เห็นชอบหลักเกณฑ์การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ก๊าซธรรมชาติทุกภาคส่วน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เข้าและออกจากโรงแยกก๊าซ รวมถึงก๊าซที่ใช้ผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) ใช้ต้นทุนเท่ากับราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้า ภาคขนส่ง (NGV) และภาคอุตสาหกรรม จะใช้ราคา Pool Price ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของก๊าซจาก 3 แหล่ง ได้แก่ อ่าวไทย เมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า โดยมีผล 1 ม.ค. 2569
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยถึงกรณีการปรับปรุงโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติว่า จากเดิมที่ประเทศไทยเคยใช้ระบบ Pool Gas หรือราคาเฉลี่ยก๊าซจากทุกแหล่งสำหรับทุกภาคส่วนในช่วงปี 2567-2568 แต่ปัจจุบันมีความพยายามที่จะกลับไปใช้โครงสร้างเดิม คือการแยกก๊าซจากอ่าวไทยซึ่งมีราคาถูกกว่าไปเป็นต้นทุนหลักให้กับภาคปิโตรเคมีเพียงอย่างเดียว
"Pool Gas" คือกลไกที่เป็นธรรมที่สุด
ดร. อารีพร ให้ความเห็นว่า การใช้ราคาPool Gas ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยก๊าซจากทุกแหล่งให้กับทุกอุตสาหกรรมเป็นราคาเดียวกัน ถือเป็นระบบที่เป็นธรรมที่สุด เนื่องจากก๊าซในอ่าวไทยเป็นทรัพยากรของชาติที่คนไทยทุกคนควรได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ควรต้องแบกรับภาระจากการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาสูงเพียงฝ่ายเดียว
การกลับไปแยกราคาก๊าซจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่วนอื่น เช่นภาคไฟฟ้า เมื่อก๊าซอ่าวไทยถูกดึงไปใช้ในภาคปิโตรเคมี ต้นทุนก๊าซที่เหลือสำหรับผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ซึ่งหากรัฐยังคงตรึงราคาค่าไฟไว้อาจกลายเป็นภาระหนี้สินสะสมของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีจะต้องแบกรับต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้ก๊าซเป็นหลักและต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ซึ่งมีราคาผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน
ขาดความชัดเจน ไม่เหมาะกับสถานการณ์
ดร.อารีพร ตั้งข้อสังเกตว่า มติของคณะกรรมการ กพช. เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่ให้กลับไปแยกราคาก๊าซนั้น มีที่มาที่ไปและเหตุผลที่ไม่ชัดเจน แม้จะอ้างว่าเพื่อช่วยอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ความจริงแล้วผลประกอบการของปิโตรเคมีที่ตกต่ำลงเป็นไปตามทิศทาง GDP ทั่วโลก การแก้ปัญหาด้วยการลดต้นทุนก๊าซแล้วส่งต่อภาระให้ประชาชนจึงอาจไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการระบุว่าโรงกลั่นต้องส่งกำไรบางส่วนมาชดเชยภาคไฟฟ้า แต่ ดร. อารีพร มองว่า เงินชดเชยดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นได้
ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
ในมุมมองของนักวิชาการ TDRI เห็นว่า รัฐบาลควรชะลอการบังคับใช้มตินี้ออกไปก่อน เนื่องจากปัจจุบันราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม ซึ่งไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการปรับโครงสร้างที่จะซ้ำเติมปัญหาค่าครองชีพ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของอุตสาหกรรมให้แข่งขันได้ มากกว่าการช่วยเหลือด้านต้นทุนด้วยวิธีที่ไม่เป็นธรรมต่อภาคส่วนอื่น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจังและตอบคำถามต่อสาธารณะให้ชัดเจนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น





