
สหพันธ์ขนส่งทางบกฯ แนะภาครัฐรื้อโครงสร้างพลังงาน จับตาเปลี่ยนผ่าน EV
'สหพันธ์ขนส่งทางบก' แนะรัฐผ่าทางออกวิกฤตพลังงาน รื้อโครงสร้างราคา-คลอดมาสเตอร์แพลนเปลี่ยนผ่านสู่ EV ทันที ชี้ช่องว่างราคาน้ำมันกทม.-ต่างจังหวัดเหลื่อมล้ำ หวั่นทุบห่วงโซ่อุตสาหกรรมพัง
KEY
POINTS
- สหพันธ์ขนส่งทางบกฯเสนอให้ภาครัฐปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาระยะยาว
- แนะให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรีบข้ามขั้นตอน โดยให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกที่มีอยู่ก่อน
- ชี้ให้เห็นอุปสรรคของรถบรรทุก EV ที่มีราคาสูง น้ำหนักแบตเตอรี่ทำให้บรรทุกสินค้าได้น้อยลง และต้นทุนการสร้างสถานีชาร์จที่สูงมาก
- เรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนแม่บท (Master Plan) ที่ชัดเจนและออกมาตรการสนับสนุน เช่น ทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริง
ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยในงานเสวนา Big Issue Energy Crisis new solution ทางออกวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ถึงมุมมองต่อทางออกวิกฤตพลังงานและทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศว่า วิกฤตพลังงานที่ผ่านมาส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะภาคการขนส่งรถบรรทุกที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลมหาศาลถึง 40-50 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งบทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้เป็นบททดสอบขีดความสามารถของรัฐบาลในการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน และการบริหารจัดการภายในที่ต้องไม่สร้างภาระให้ประชาชนมากเกินไป
ดันมาสเตอร์แพลน-รื้อโครงสร้างราคา
ดร.ทองอยู่ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นที่สุดเพื่อแก้ปัญหาระยะยาว คือ แผนแม่บท (Master Plan) การมีแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งยิ่งใหญ่ที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ประเทศต้องตกเป็นเบี้ยล่างของกลุ่มผู้แสวงหาผลประโยชน์จากน้ำมัน
ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องมีความกล้าหาญในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมัน ไฟฟ้า และก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อลดอิทธิพลของกลุ่มทุนพลังงานที่มีเหนือรัฐบาล
นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า ตั้งข้อสังเกตถึงความเหลื่อมล้ำของราคาน้ำมัน โดยเปรียบเทียบว่าสินค้าอุปโภคบริโภคในห้างค้าปลีกใหญ่ยังมีราคาเท่ากันทั่วประเทศ แต่ทำไมราคาน้ำมันในต่างจังหวัด เช่น แม่ฮ่องสอน หรือเชียงใหม่ ถึงแพงกว่ากรุงเทพฯ ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีรายได้ต่อหัวน้อยกว่า
"อย่าค้ำถ่อและกระโดดเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด หรือเร่งรีบข้ามขั้นจากน้ำมันไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทันที แต่ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ โดยหันมาให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกที่มีอยู่ เช่น พลังงานทดแทน LNG หรือการนำรถ NGV ที่มีอยู่เดิมมาบริหารจัดการใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน" นายทองอยู่ กล่าว
โจทย์หินรัฐบาลกับรถบรรทุกอีวี
ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบระหว่างรถบรรทุก EV กับรถเครื่องยนต์สันดาป นายทองอยู่ ชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคสำคัญที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องเผชิญคือ ส่วนต่างราคาที่สูงลิ่ว โดยอัตราค่าบริการเชื้อเพลิงรถบรรทุก EV สูงกว่ารถสันดาปถึงประมาณ 20%
นอกจากนี้น้ำหนักแบตเตอรี่รถ EV ยังมีน้ำหนักตัวรถมากกว่ารถปกติถึง 2 ตัน ซึ่งตามกฎหมายน้ำหนักบรรทุกรวมเท่าเดิม ทำให้ผู้ประกอบการเสียโอกาสในการบรรทุกสินค้าไป 2 ตัน ส่งผลให้รายได้ต่อเที่ยวลดลง
ขณะที่การลงทุนสถานีชาร์จสำหรับรถขนาดใหญ่ใช้ต้นทุนสูงมาก โดยเฉพาะการวางมัดจำหม้อแปลงไฟฟ้าแรงสูง รวมถึงต้องคำนึงถึงการจัดการขยะแบตเตอรี่ในอนาคตที่อาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่
"เราไม่ได้ปฏิเสธ EV เพราะเราต้องการลด PM 2.5 เช่นกัน แต่การเปลี่ยนผ่านต้องเห็นใจอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศที่อยู่มานานกว่า 68 ปีด้วย เพราะมันมีห่วงโซ่การผลิต หรือ Supply Chain และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันจำนวนมาก หากเปลี่ยนทันทีจะเกิดผลกระทบโดมิโนไปทั้งระบบ" นายทองอยู่ กล่าว
อย่างไรก็ดีสิ่งที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องการจากรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือมาตรการที่ทำให้ราคาแบตเตอรี่ถูกลง การสนับสนุนพลังงานทางเลือกอื่นๆ ควบคู่กันไป และการทำให้ราคารถ EV ใกล้เคียงกับรถเครื่องยนต์สันดาป เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้จริงอย่างยั่งยืน
ดร.ทองอยู่ กล่าวต่อว่า ส่วนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานของประเทศไทยนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยต้องปรับตัวตามกระแสโลก เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM)
สำหรับทางออกเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้ประสบความสำเร็จและยั่งยืน โดยการเปลี่ยนผ่านต้องกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน ทั้งระยะเบื้องต้น ระยะกลาง และระยะปลาย โดยต้องคิดให้ครบทั้งระบบ
ที่ผ่านมาโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมักทำแบบครึ่งๆ กลางๆ จนไม่ประสบความสำเร็จ โดยยกตัวอย่างโครงการ EEC ที่ยังไปไม่ถึงไหน ดังนั้นการเปลี่ยนจากพลังงานฟอสซิลเป็น EV หรือพลังงานสะอาดอื่นๆ ต้องมีความชัดเจนและความยั่งยืนมากกว่านี้
ขณะที่ปฏิรูปกติกาและขจัดอุปสรรคระหว่างหน่วยงาน โดยรัฐบาลควรวางแผนการเปลี่ยนผ่านให้เป็นระบบ ไม่ใช่ทำแบบภาวะฉุกเฉิน รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ ของภาครัฐต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่เป็นอุปสรรค
สำหรับการเปลี่ยนผ่านในภาคขนส่ง ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า รถบรรทุก หรือรถยนต์ 4 ล้อ ต้องมีระบบรองรับในอนาคตที่เหมาะสมไม่ควรเน้นการนำเข้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงบัญชีเดินสะพัดและหนี้สินของประเทศด้วย เพื่อไม่ให้กระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
นายทองอยู่ ทิ้งท้ายด้วย การฝากถึงรัฐบาลว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นทั้งเรื่องใหญ่ของรัฐบาลและประชาชน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและความชัดเจนเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง






