
สหพันธ์ขนส่งฯ ยื่นคำขาดภาครัฐตรึงดีเซล 30 วัน สร้างความมั่นใจผู้ประกอบการ
‘สหพันธ์ขนส่งฯ’ วอนภาครัฐตรึงราคาน้ำมัน 30 วัน ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่อลากยาว หวั่นกองทุนน้ำมันฯ 2.4 พันล้านบาท พยุงราคาได้ไม่เกิน 5 วัน หมดความเชื่อมั่น หลังรัฐบาลไร้แผนเชิงรุก พบปัญหาน้ำมันเถื่อน-ลักลอบส่งออกเกลื่อนเมือง
KEY
POINTS
- สหพันธ์การขนส่งฯ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการตรึงราคาดีเซล 15 วัน ชี้ว่าสั้นเกินไปและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ จึงเสนอให้ตรึงราคาอย่างน้อย 30 วัน
- แสดงความกังวลต่อสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในภาวะวิกฤต โดยมีเงินสดเหลือพอสำหรับอุดหนุนราคาได้อีกเพียง 5 วันเท่านั้น
- เรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการอื่นมาเสริม เช่น การลดภาษีสรรพสามิต เพื่อควบคุมราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่ผู้ประกอบการรับไหว
นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า กรณีที่รัฐบาลประกาศมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วัน เพื่อรับมือวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้น ยืนยันว่าไม่เห็นด้วย เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามและยืดเยื้อ
ที่ผ่านมาจากการติดตามคำแถลงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประเมินว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 4-5 สัปดาห์ หรือประมาณ 1 เดือน จึงจะเริ่มเห็นความชัดเจน
“ดังนั้นการตรึงราคาเพียง 15 วัน จึงถือว่าน้อยเกินไปและไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง สหพันธ์ฯ จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาตรึงราคาภายใต้แผนวิกฤตการณ์ฉุกเฉินอย่างน้อย 30 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับภาคการผลิตและการบริการ” นายทองอยู่ กล่าว
ขณะที่สถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คือ อีกหนึ่งจุดเปราะบาง ปัจจุบันกองทุนฯ เหลือเงินสดสุทธิประมาณ 2,400 ล้านบาท หากต้องใช้อุดหนุนราคาน้ำมันวันละ 450 ล้านบาท ตามภาวะตลาดปัจจุบัน เงินจำนวนนี้จะสามารถพยุงราคาได้เพียง 5 วันเท่านั้น
ทั้งนี้รัฐบาลจึงต้องเร่งหามาตรการอื่นมาเสริม เช่น การปรับลดภาษีสรรพสามิต เพื่อประคองราคาไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดที่ผู้ประกอบการจะแบกรับไหว เนื่องจากหากราคาเกินจากนี้จะกระทบต่อต้นทุนขนส่งซึ่งคิดเป็น 45-50% ของต้นทุนทั้งหมด
“สงครามครั้งนี้อาจไม่จบง่ายๆ เหมือนกรณีรัสเซีย-ยูเครน ที่เดิมคาดว่าจะใช้เวลาเพียง 3 เดือนแต่กลับยืดเยื้อมานานถึง 3 ปี หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะกระทบทั้งการขนส่งน้ำมันและสินค้าไปตะวันออกกลางทั้งหมด ทำให้ค่าระวางเรือและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น” นายทองอยู่ กล่าว
นายทองอยู่ กล่าวต่อว่า หากราคาน้ำมันดีเซลทะลุ 30 บาท จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ทันที ตั้งแต่ต้นทุนวัตถุดิบ การผลิต การนำเข้า-ส่งออก ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งจะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างรุนแรง
ทั้งนี้สหพันธ์ฯ เตรียมประชุมร่วมกับสมาชิก เพื่อสรุปมาตรการเร่งด่วนเสนอต่อกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงานในสัปดาห์หน้า โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องใช้ทุกมาตรการ เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้ก่อนที่ราคาพลังงานจะลามไปกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งกระบวนการ
สำหรับมาตรการเสนอต่อภาครัฐ โดยมีประเด็นสำคัญ เช่น 1.การห้ามส่งออกน้ำมันในช่วงวิกฤต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีเพียงพอ และป้องกันการกักตุน
2.ขอให้ยกเลิกมาตรการห้ามจำหน่ายน้ำมันใส่แกลลอน เนื่องจากกระทบต่อกลุ่มรถไถและรถอีแต๋นที่ไม่สามารถขับมาเติมที่ปั๊มเองได้ 3.การบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยสนับสนุนระบบ TSM และการลดเที่ยวเปล่า เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง ฯลฯ
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ภาคขนส่งขาดความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา นายทองอยู่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแผนงานที่รัฐบาลนำเสนอส่วนใหญ่ ไม่ได้มาจากความคิดริเริ่มของภาครัฐเอง แต่เป็นการหยิบยกข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มานำเสนอต่อเท่านั้น ทำให้มองไม่เห็นแผนเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมจากฝั่งรัฐบาล
“ถึงแม้จะมีมาตรการห้ามส่งออกน้ำมัน แต่ปัจจุบันยังพบการลักลอบส่งออกน้ำมันตามชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่หนองคาย มุกดาหาร และอุบลราชธานี ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศ” นายทองอยู่ กล่าว
นอกจากนี้มาตรการห้ามจำหน่ายน้ำมันใส่แกลลอนที่รัฐบาลนำมาใช้ สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับเกษตรกรที่ใช้รถไถหรือรถอีแต๋น ซึ่งไม่สามารถขับรถไปเติมที่ปั๊มเองได้ ทำให้เกิดคำถามถึงความเข้าใจในบริบทการใช้งานจริงของประชาชน

