
วิกฤตตะวันออกกลางสะเทือนไทย 'พรายพล' แนะเร่งปฏิรูปพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
'พรายพล' ชี้ วิกฤตพลังงานโลกและสงครามตะวันออกกลาง ส่งสัญญาณเตือนไทยเร่งลดการพึ่งพาฟอสซิล เดินหน้าสู่ไฟฟ้าสะอาด โซลาร์เซล ไฮโดรเจนสีเขียว Smart Grid เพื่อความมั่นคงระยะยาว
KEY
POINTS
- วิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้ไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สูงถึง 70-80% ให้เหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งภายใน 20 ปี
- หัวใจสำคัญของการปฏิรูป คือ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฟฟ้า (Electrification) และส่งเสริมพลังงานสะอาดที่ผลิตได้เองในประเทศ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับเทคโนโลยีอนาคตอย่างไฮโดรเจนสีเขียวและนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
- เสนอให้เร่งดำเนินการ 3 ส่วนหลัก คือ กำหนดเป้าหมายไฟฟ้าสะอาดในแผน PDP ให้ชัดเจน, พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในตลาดพลังงาน
- แนะให้ใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แบตเตอรี่และไฮโดรเจนสีเขียว รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญ
จากการเสวนา The Big Issue Energy Crisis New Solution ทางออกวิกฤติพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งจัดโดย "ฐานเศรษฐกิจ" โดยมีภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองสะท้อนความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกัน
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า วิกฤตพลังงานโลกและปมขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางว่า เป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การพึ่งพิงเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่เพียงนอกจากก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อนแล้วยังเป็นพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงต่อความมั่นคงจากราคาที่ผันผวนและขีดจำกัดในการจัดหาที่ทำได้ยากลำบากในยามวิกฤต
สำหรับประเทศไทยที่ปัจจุบันยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ในสัดส่วนที่สูงถึง 70-80% ของการใช้พลังงานทั้งหมดจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพาดังกล่าวให้เหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งภายในอีก 20 ปีข้างหน้า
เลือกใช้แหล่งเชื้อเพลิงสะอาดผลิตได้เองในประเทศ
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้พลังงานไปสู่การใช้ไฟฟ้า หรือ Electrification ในทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการขนส่ง ภาคประชาชนบ้านเรือนที่อยู่อาศัย รวมไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมเนื่องจากการใช้ไฟฟ้าเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้สามารถเลือกใช้แหล่งเชื้อเพลิงที่สะอาดและผลิตเองได้ภายในประเทศโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีต้นทุนการผลิตในปัจจุบันที่สามารถแข่งขันกับฟอสซิลได้แล้วและเมื่อนำมาใช้ร่วมกับระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานจะยิ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายไฟได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้ยังมีศักยภาพจากพลังงานลม พลังงานจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างชานอ้อย แกลบ และมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานจากขยะที่กระจายอยู่ทั่วประเทศซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การจะไปสู่เป้าหมายพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนยังต้องอาศัยเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ต้องเตรียมการตั้งแต่วันนี้ คือ พลังงานจากไฮโดรเจนสีเขียวซึ่งผลิตจากพลังงานสะอาดและมีศักยภาพสูงในการทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมในภาคการขนส่งและโรงงานอุตสาหกรรมโดยปัจจุบันเริ่มมีแผนที่จะนำไฮโดรเจนมาผสมกับก๊าซธรรมชาติเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าควบคู่ไปกับการพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง สร้างได้รวดเร็ว และสามารถตั้งอยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมเพื่อผลิตทั้งไฟฟ้าและไอน้ำ
สำหรับกระบวนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับเดิมได้มีการกำหนดเป้าหมายให้มีโรงไฟฟ้า SMR แห่งแรกในอีก 15 ปีข้างหน้าแต่จำเป็นต้องเริ่มเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบและการพัฒนาบุคลากรในปัจจุบันเพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้
เร่งดำเนินการ 3 ส่วนสำคัญ
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 ส่วนหลัก ส่วนแรก คือ การทำให้แผน PDP มีความชัดเจนและกำหนดเป้าหมายไฟฟ้าสะอาดให้เกิน 50% ภายใน 20 ปี ส่วนที่สอง คือ การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็นโครงข่ายอัจฉริยะ หรือ Smart Grid เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนและสนับสนุนบทบาทของ Prosumer หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตและขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้เอง
รวมถึงการใช้ Smart Meter และอัตราค่าไฟแบบ TOU เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่เหมาะสมและส่วนสุดท้าย คือ การปรับปรุงกฎกติกาการลงทุนเพื่อสร้างการแข่งขันในตลาดพลังงานให้มีความหลากหลายมากขึ้น
สำหรับการใช้จ่ายงบประมาณด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานจำนวน 2 แสนล้านบาท (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) นั้น ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ไทยยังต้องพึ่งพาต่างชาติ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่ แผงโซล่าเซลล์และไฮโดรเจนสีเขียวรวมถึงการเร่งผลิตบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการติดตั้งและบำรุงรักษาระบบพลังงานสมัยใหม่ให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัย
นอกจากนี้รัฐบาลควรใช้วิธีการร่วมทุนหรือ Co-finance กับภาคประชาชนและเอกชนในการติดตั้งระบบพลังงานสะอาดในระดับชุมชนเพื่อสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ในขณะที่ภาคการขนส่งขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถใช้ระบบไฟฟ้าได้ก็ยังต้องได้รับการสนับสนุนให้เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูง เช่น น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยาน (SAF) และไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อปิดช่องโหว่ของการใช้พลังงานฟอสซิลให้ได้ครบทุกมิติ






