
สมาพันธ์ขนส่งจี้ล่าตัว ‘ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน’ ยึดทรัพย์คืนกองทุน เชื่อหายกว่า 1 พันล้านลิตร
สมาพันธ์ขนส่งจี้ล่าตัว ‘ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน’ ยึดทรัพย์คืนกองทุนน้ำมันฯ เชื่อหายกว่า 1 พันล้านลิตร แนะเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น คืนเงินช่วงวิกฤตพลังงาน
KEY
POINTS
- สมาพันธ์การขนส่งทางบกฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งติดตามตัวผู้ที่กักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมัน ซึ่งเชื่อว่าทำให้มีน้ำมันหายไปจากระบบกว่า 1 พันล้านลิตร
- เสนอให้ดำเนินคดีและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด เพื่อนำเงินทั้งหมดที่ได้จากการทุจริตกลับคืนสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
- ข้อเรียกร้องนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอ 8 ประเด็นหลักเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน เช่น การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน และการยกเลิกกองทุนน้ำมัน
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับปากว่าจะตรวจสอบการบริหารกองทุนน้ำมันและกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา
นายทองอยู่ คงขันธุ์ ประธานสมาพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยหลังเข้าพบ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ว่า ได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็นหลักเพื่อแก้ปัญหาวิฤตพลังงาน ประกอบด้วย
- การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งระบบ น้ำมัน ไฟฟ้า ก๊าซ โดยทันทีและเร่งด่วนให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน
- ขอให้ใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริง หน้าโรงกลั่นในประเทศไทย (COST PLUS) โดยแยกเป็นราคาบริโภคและราคาขายภายในประเทศเพื่อคนไทย ต้องเป็นต้นทุนที่แท้จริง ถ้าจะใช้ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์เป็นทุนสมมติ (ค่าใช้จ่ายทิพย์) ควรใช้เฉพาะการส่งออกน้ำมันเท่านั้น
- กำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาดเป็นเพดานสูงสุดไม่เกินราคาที่ประกาศกำหนดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เช่น ค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล1.50 บาท/ลิตร น้ำมันเบนซิน 1.80 บาท/ลิตร (ถ้ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเพิ่มสูงกว่าเพดาน ให้ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นเหล่านั้นมาให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นครั้งคราวไป)
- ขอให้รัฐบาลและกระทรวงพลังงานพิจารณายกเลิกกองทุนน้ำมัน หลังจากที่กองทุนน้ำมันใช้หนี้หมดแล้วเพราะเป็นช่องว่างทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นและไม่ได้ทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย คือ ไปประกันรายได้ให้กลุ่มทุนธุรกิจพลังงาน
- รัฐบาลต้องออก พระราชกำหนดภาษีลาภลอย นำเงินจากธุรกิจพลังงานเก็บจากโรงกลั่นคืนเข้ากองทุนน้ำมันหรือปรับเป็นรายได้ของรัฐในช่วงวิกฤตพลังงานที่ผ่านมา
- รัฐบาลไม่ควรออก พระราชกำหนดเงินกู้จำนวน1.5 แสนล้านบาท เพื่อไปชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และไปสนับสนุนกลุ่มทุนธุรกิจพลังงาน หรือโรงกลั่น เป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับรัฐบาลและประชาชนโดยไม่จำเป็น
- รัฐบาลต้องทำความจริงให้ปรากฏเกี่ยวกับไอ้โม่ง (ผู้ต้องหา), ผู้กักตุนน้ำมัน, น้ำมันที่หายออกจากระบบ, น้ำมันที่ลักลอบการส่งออกไปยังประเทศที่สาม เพราะเหล่านั้นเป็นเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชน และดำเนินคดียึดทรัพย์หรือนำเงินทั้งหมดมาคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
- รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งน้ำมันทั้งระบบ LOGISTICS FEEDER หรือ ชิปโหมด Ship mode ที่มีต้นทุนต่ำสุด เช่น การขนส่งทางท่อเต็มรูปแบบ มี HUP&SPOKE คลังขนาดใหญ่ หัวเมืองหลักทุกภูมิภาค การขนส่งทางน้ำ เรือ TANKER ท่าเทียบเรือชายฝั่ง คลังน้ำมันขนาดใหญ่ ภาคใต้ ภาคตะวันออก การขนส่งทางรถไฟในแต่ละขบวนในระบบทางคู่ ขนาดราง 1.435 เมตร รวมถึงระบบการขนส่งทางรถยนต์ ไปยังคลังและปั๊มน้ำมันตลอดถึงการส่งออกการค้าชายแดนผ่านแดนและข้ามแดน ยังประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้จากการหารือ นายเอกนัฏ ได้ให้การยืนยันว่าจะเข้าไปดูการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดการโรงกลั่นประเด็นผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการโรงกลั่นได้รับในช่วง 2 สัปดาห์ที่เกิดวิกฤตพลังงานเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา จะดำเนินการอย่างไรทำให้เกิดความเป็นธรรม
นายทองอยู่ กล่าวต่อไปอีกว่า นายเอกนัฏแจ้งว่าจะตามเช็คบิลกลุ่มที่ได้ประโยชน์ในช่วงที่เกิดวิกฤตเดือนมี.ค. ซึ่งตรวจสอบกันได้ สามารถเรียกคืนมาได้ โดยการเข้าพบครั้งนี้ทางนายเอกนัฏ รับฟังปัญหาที่ได้เสนอไป และมีความกล้าที่จะแก้ปัญหา โดยมีความหวังให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจังไม่เกรงกลัวอิทธิพลกลุ่มธุรกิจพลังงาน ส่วนเรื่องไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เชื่อว่ายังมีน้ำมันที่หายไปมากกว่าที่เป็นข่าวมีคนมองว่าหายไปถึง 1 พันล้านลิตร ก็ต้องไปตรวจสอบให้หมด
“เดือนพ.ค.จะมีการประชุมกับกลุ่มสมาพันธ์ขนส่งถึงการพิจารณาปรับค่าขนส่งภายหลังดีเซลทยอยปรับลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 50 บาทมาอยู่ที่ 40 บาท โดยก่อนหน้านี้ได้มีการปรับค่าขนส่งไป 2 ครั้งคือวันที่ 1 เม.ย. และ 6 เม.ย. แต่เพียงบางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด”
อย่างไรก็ดี เงื่อนไขในการพิจารณาต้องดูว่ารัฐบาลมีนโยบายเรื่องพลังงานเป็นอย่างไร ทั้งการแก้วิกฤตพลังงาน น้ำมันต้องไม่ขาดแคลน รวมถึงสถานการณ์ต่างประเทศ ราคาน้ำมันโลกมีทิศทางเป็นอย่างไร เชื่อว่าดีเซลระดับ 30 บาทคงไม่กลับไปที่เดิมอีก เป็นเรื่องที่ยาก







