thansettakij
thansettakij
‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ เปิดสูตรรัฐดึง 5 บาท/ลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก

‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ เปิดสูตรรัฐดึง 5 บาท/ลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก

20 เม.ย. 69 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :20 เม.ย. 69 | 06:29 น.

ศ.ดร.พรายพลชี้ ‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ พร้อมเปิดสูตรรัฐบาลดึง 5 บาทต่อลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก หลังเกิดสงครามตะวันออกกลาง

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานโลกจากสงครามทำให้ราคาน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปพุ่งสูงกว่าราคาน้ำมันดิบมาก จนเกิดเป็น "ผลประโยชน์ส่วนเกิน" (windfall profit) แก่โรงกลั่น
  • มีการคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 5.38 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาที่โรงกลั่นได้รับจริงกับต้นทุนรวมในภาวะสงครามบวกกำไรปกติ
  • ข้อเสนอให้รัฐดึงเงินส่วนเกินนี้กลับเข้าระบบเพื่อลดราคาขายปลีกหรือพยุงกองทุนน้ำมันฯ โดยใช้มาตรการชั่วคราวที่โปร่งใสและสมมาตร คือรัฐจะช่วยชดเชยหากโรงกลั่นขาดทุนเมื่อสถานการณ์กลับกัน

ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เปิดเผยผ่านบทความภายใต้หัวข้อ “วิกฤตน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันไทย” ว่า

ตลาดน้ำมันโลกเผชิญ “supply shock” ที่ไม่ใช่เพียงการลดลงของการผลิตน้ำมันเท่านั้น แต่การขนส่งน้ำมันจำนวน 1 ใน 5 ของโลกที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็หยุดชะงักไปด้วย ดังนั้น เมื่อผลของวิกฤตนี้ส่งผ่านมาถึงไทย คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า จะตรึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มหรือไม่อย่างไร แต่รวมถึงว่าจะจัดสรรผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่น้ำมัน ให้เป็นธรรมระหว่างโรงกลั่น ผู้ใช้น้ำมัน และภาครัฐได้อย่างไร

ตลาดน้ำมันโลกถูกกระทบอย่างไร

ขนาดของแรงกระทบครั้งนี้ใหญ่มาก เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดสำคัญของตลาดน้ำมันโลก ก่อนสงคราม เส้นทางนี้รองรับการขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของการค้า ทางทะเลของโลก แต่หลังสงครามเริ่มขึ้น ปริมาณส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวลดลงเหลือต่ำกว่า 10% ของระดับก่อนวิกฤต ขณะที่ทางเลือกอื่นในการส่งออกมีอยู่จำกัดมาก  อุปทานน้ำมันโลกในเดือนมีนาคม 2569 ลดลง 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 97 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานถูกโจมตีพร้อมกับการเดินเรือผ่านฮอร์มุซก็ถูกจำกัดด้วย

ผลกระทบลามจากต้นน้ำไปถึงระบบที่เหลือของตลาดน้ำมัน สต็อกน้ำมันโลกในเดือนมีนาคม 2569 ลดลงอย่างมาก ประเทศสมาชิก IEA ตกลงระบายน้ำมันฉุกเฉิน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ขององค์กร และช่วยผ่อนแรงกดดันในตลาดได้บางส่วน แต่ก็ไม่สามารถแก้คอขวดของดีเซลและเชื้อเพลิงกึ่งสำเร็จรูปได้ทันที 

‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ เปิดสูตรรัฐดึง 5 บาท/ลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก

 

ราคาน้ำมันดิบก็สะท้อน “war premium” ที่ผันผวนตามข่าวการเปิด-ปิดฮอร์มุซ น้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยเดือนมีนาคมอยู่ที่ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ 32 ดอลลาร์ และแตะเกือบ 128 ดอลลาร์ในวันที่ 2 เมษายน แต่เมื่อวันที่ 17 เมษายน หลังมีข่าวว่าอิหร่านยอมเปิดทางให้เรือพาณิชย์ผ่านฮอร์มุซได้ในช่วงหยุดยิง Brent ก็ร่วงลงวันเดียวราว 9% ปิดที่ 90.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แสดงว่าราคาน้ำมันดิบมีองค์ประกอบของ risk premium ที่พร้อมจะย่อตัวทันทีเมื่อความเสี่ยงลดลง แม้เสถียรภาพจะยังไม่กลับมาเต็มที่ก็ตาม

เหตุใดดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบ

ข้อมูลราคาชี้ชัดมากว่า “ดีเซลพุ่งแรงกว่าน้ำมันดิบ” ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนสงครามหนึ่งวัน  Brent อยู่ที่ 70.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล Dubai อยู่ที่ 71.23 ดอลลาร์ ดีเซลอยู่ที่ 92.88 ดอลลาร์ และ ULG 95 อยู่ที่ 82.09 ดอลลาร์ จากนั้นจนถึงจุดสูงสุด Brent ขึ้นไปแตะ 144.42 ดอลลาร์ในวันที่ 7 เมษายน เพิ่มขึ้น 103.6% ส่วน Dubai ขึ้นสูงสุดที่ 170.52 ดอลลาร์ในวันที่ 20 มีนาคม เพิ่มขึ้น 139.4% แต่ดีเซลกลับทะยานไปถึง 292.82 ดอลลาร์ในวันที่ 2 เมษายน เพิ่มขึ้นถึง 215.3% ขณะที่ ULG 95 เพิ่มขึ้น 106.8% เท่านั้น สรุปได้ว่าเบนซินขยับใกล้เคียงน้ำมันดิบ แต่ดีเซลกลับแพงโด่งอย่างเห็นได้ชัด และแม้ถึงวันที่ 15 เมษายน ซึ่งราคาหลายตัวเริ่มอ่อนลงแล้ว ดีเซลก็ยังสูงกว่าฐานเดิมถึง 86.6% ขณะที่ Brent สูงกว่าฐาน 64.3% และ Dubai สูงกว่า 41.9% เท่านั้น

กล่าวได้ว่า middle distillate cracks ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และดีเซลเป็นผลิตภัณฑ์ที่ “exposed” ต่อสงครามมากที่สุด

เหตุผลสำคัญมีอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรก สงครามตัดทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลาง ออกจากตลาดพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อเส้นทางขนส่งหยุดชะงัก ตลาดไม่ได้สูญเสียเฉพาะ feedstock แต่ขาดผลิตภัณฑ์ ปลายน้ำด้วย ในขณะเดียวกันโรงกลั่นในภูมิภาคหลายแห่งต้องลดหรือหยุดเดินเครื่องเพราะส่งออกไม่ได้หรือถูกโจมตี จึงเกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ที่รุนแรงกว่าการขาดแคลนน้ำมันดิบ

ประการที่สอง ดีเซลเป็นสินค้าที่ตลาดตึงอยู่ก่อนแล้ว เพราะเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานมานานจากการโจมตีโรงกลั่นในสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากมาตรการคว่ำบาตรที่ทำให้ระบบการค้าทั่วโลกเสียสมดุลอยู่ก่อน พอสงครามอิหร่านเกิดขึ้นและมีการรบกวนการเดินเรือผ่านฮอร์มุซ ความตึงตัวเดิมของดีเซลจึงถูกขยายอย่างรวดเร็ว

ประการที่สาม คือการหดตัวของ “swing supply” ฝั่งเอเชีย ตั้งแต่วันที่ 11 มีนาคม จีนสั่งห้ามส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป บางประเภทในเดือนมีนาคมเพื่อป้องกันการขาดแคลนในประเทศ และต่อมามีสัญญาณขยายข้อจำกัดต่อไป ทำให้ตลาดเอเชียสูญเสียซัพพลายเออร์ตัวปรับสมดุลที่สำคัญ นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาตะวันออกกลางแต่เป็นปัญหาที่ทำให้ แหล่งชดเชยในเอเชียหดตัวลงด้วย

กล่าวโดยสรุปได้ว่า น้ำมันดิบแพงขึ้นเพราะสงครามและการปิดเส้นทางเดินเรือแต่ดีเซลแพงกว่านั้นเพราะโลกขาดทั้ง น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เหมาะต่อการกลั่น distillates ขาดกำลังกลั่น และขาดสินค้า final product ในตลาดพร้อมกัน 

‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ เปิดสูตรรัฐดึง 5 บาท/ลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก

 

ในมุมของไทย โครงสร้างผลผลิตของโรงกลั่นที่แนบมาในตารางที่ 1 แสดงว่า“ดีเซลหมุนเร็ว” มีสัดส่วนผลผลิต 40.34% และ “ก๊าด” อีก 16.56% หากคิดเป็นน้ำหนักต่อราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่โรงกลั่นได้รับ สองผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม middle distillates นี้รวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของราคาเฉลี่ยทั้งหมด นั่นหมายความว่าเมื่อโลกเข้าสู่ภาวะดีเซลแพงผิดปกติ รายได้เฉลี่ยของโรงกลั่นไทยย่อมถูกยกขึ้นแรงกว่าการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนน้ำมันดิบโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แม้โรงกลั่นจะเผชิญ war premium จริงก็ตาม

การคำนวณผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น

ราคาหน้าโรงกลั่นของไทยตามที่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยแพร่ เป็น “ราคาอ้างอิง” ที่คำนวณจากสูตรซึ่งผูกกับ MOPS หรือ Mean of Platts Singapore สำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มิใช่ราคาซื้อขายที่รัฐกำหนดตายตัวโดยตรง และสูตรน้ำมันดีเซลไทยก็อิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อ diesel crack สิงคโปร์พุ่ง ราคาหน้าโรงกลั่นไทยจึงถูกยกขึ้นตามอย่างรวดเร็ว แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจริงจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าก็ตาม

หากใช้วิธีคำนวณตามข้อมูลใน วันที่ 1 เมษายน 2569 จะเห็นภาพ “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” ของโรงกลั่นค่อนข้างชัด ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่โรงกลั่นได้รับจริงจากการขายผลิตภัณฑ์ตามตารางที่ 1 เท่ากับ 39.3195 บาทต่อลิตร ขณะที่ต้นทุนน้ำมันดิบตามตารางที่ 2 ซึ่งยังไม่รวม war premium เท่ากับ 25.4403 บาทต่อลิตร   สนพ. เรียกผลต่างระหว่าง 2 ตัวเลขนี้ว่า “ค่าการกลั่น” (Gross Refining Margin) ซึ่งในกรณีนี้เท่ากับ 13.8792 บาทต่อลิตร 

แต่เมื่อนำ war premium กับต้นทุนเพิ่มเติมอื่น ๆ ในตารางที่ 3 มารวมกัน ได้แก่war premium ของ crude 5 บาทต่อลิตร ค่าประกันภัยสงคราม 0.1164 บาท ค่าระวางสงคราม 2.0777 บาท OPEX 0.5 บาท ค่าเสื่อม 0.3 บาท ดอกเบี้ย 0.1 บาทและ “กำไรปกติ” 0.4 บาท จะได้ต้นทุนเพิ่มเติมรวม 8.4940 บาทต่อลิตร ดังนั้น“ต้นทุนรวมยามสงครามบวกกำไรปกติ” จึงเท่ากับ 33.9343 บาทต่อลิตร (25.4403 + 8.4940) และส่วนต่างระหว่างราคาที่โรงกลั่นได้รับจริงกับราคาที่โรงกลั่นควรได้รับตามปกติจึงอยู่ที่ 5.3852 บาทต่อลิตร (39.3195 – 33.9343)

ตัวเลขเหล่านี้มีสาระสำคัญมาก เพราะมันแยกให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกบาทของค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจะเป็นส่วนเกิน โรงกลั่นมีต้นทุนสงครามจริง มีค่าประกันและค่าขนส่งเพิ่มจริง และในสูตรนี้ยังกัน “กำไรปกติ” ไว้ให้แล้ว 0.4 บาทต่อลิตรด้วย ดังนั้นข้อเสนอให้รัฐดึงกลับเฉพาะ 5.3852 บาทต่อลิตร จึงไม่ใช่การยึดกำไรของเอกชนทั้งหมด แต่เป็นการตัดเฉพาะ rent ที่เกิดจากภาวะวิกฤตและความบิดเบี้ยวของตลาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ หากส่งผ่านจำนวนนี้ไปยังผู้ใช้น้ำมัน ราคาขายปลีกก็จะลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ หรืออย่างน้อยสามารถ ส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระการอุดหนุนได้ โดยที่โรงกลั่นก็ยังมีกำไรปกติอยู่

ที่น่าสนใจคือกระทรวงพลังงานได้เริ่มขยับในแนวทางดังกล่าวแล้ว ในวันที่ 7 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานมีมติลดราคาหน้าโรงกลั่นของดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาทต่อลิตรเป็นครั้งแรก โดยยังยึดสูตรอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ แต่ใช้วิธี “Singapore discount” หักผลประโยชน์ส่วนเกินออกจากราคาอ้างอิง ทั้งยังระบุชัดว่ามาตรการนี้เกิดจากผลการศึกษาที่พบว่าค่าการกลั่นในเดือนมีนาคมและต่อเนื่องถึงเมษายนสูงขึ้นผิดปกติ และราคาดีเซลสำเร็จรูปสิงคโปร์เพิ่มขึ้นสูงกว่าการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบอย่างมาก หากส่งผ่านการลดราคาหน้าโรงกลั่นได้ทั้งหมด ราคาดีเซลหน้าปั๊มลดลงได้ 2.14 บาทต่อลิตร และจะมีการทบทวนทุกสัปดาห์ตามตัวเลขจริงของโรงกลั่น 

อย่างไรก็ดี มาตรการ 2 บาทดังกล่าวเป็นเพียงส่วนลดก้าวแรกและใช้กับดีเซลบางชนิด ในขณะที่การคำนวณส่วนเกินมาจาก ราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของทั้งบาร์เรลที่โรงกลั่น  ดังนั้น การหักส่วนเกินออกจากราคาอ้างอิงจึงควรเป็นระบบคำนวณรายวัน หรือรายสัปดาห์ที่ยึดสูตรเดียวกันทุกครั้ง คือนำราคาที่โรงกลั่นได้รับจริงมาหักต้นทุนน้ำมันดิบที่ไม่รวม war premium แล้วบวกต้นทุนสงครามที่พิสูจน์ได้กับค่าใช้จ่ายคงที่และกำไรปกติ จากนั้นจึงดึงกลับเฉพาะส่วนต่างของ “ทุกผลิตภัณฑ์” เอาไปลดราคาขายปลีกหรือพยุงกองทุนฯ วิธีนี้มีข้อดีเหนือการใช้เลขคงที่ เพราะน่าจะสะท้อนสภาพตลาดจริงได้ทุกวัน และทำให้ทั้งรัฐกับเอกชนรู้กติกาเดียวกันล่วงหน้า

ทำไมมาตรการต้องสมมาตรขาลง

การดำเนินนโยบายส่วนนี้ไม่ควรมองเฉพาะตอนโรงกลั่นได้ประโยชน์ แต่ควรยอมรับด้วยว่าเมื่อสงครามสงบลง ราคาน้ำมันอาจทรุดลงเร็วและแรงจนโรงกลั่นขาดทุนจากกลไกอ้างอิงแบบเดิมได้ ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องสมมุติ เพราะตลาดน้ำมันดิบแสดงให้เห็นแล้วว่าความตึงเครียดคลายเมื่อใด war premium สามารถหายไปในเวลาอันสั้น ดังที่ Brent ร่วงประมาณ 9% ในวันเดียวเมื่อ 17 เมษายนหลังมีข่าวเปิดฮอร์มุซ หากผลิตภัณฑ์ปลายน้ำร่วงตามแต่โรงกลั่น ยังแบกรับต้นทุนทางการเงิน ต้นทุนดำเนินงาน หรือ inventory lag อยู่ ระบบที่ดึงกลับส่วนเกินในขาขึ้นแต่ไม่ช่วยในขาลง จะกลายเป็นระบบที่ไม่สมมาตรและขาดความชอบธรรม

เพราะฉะนั้น หลักการที่ควรยึดจึงไม่ใช่ “เก็บเมื่อได้กำไร แต่อยู่เฉยเมื่อขาดทุน” หากต้องเป็น “ตรึงราคาโรงกลั่นไว้ ใกล้ระดับกำไรปกติทั้งสองฝั่ง”  วัตถุประสงค์ของนโยบายไม่ควรเป็นการลงโทษโรงกลั่น แต่เป็นการทำให้กำไร ที่เกิดจากสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ผิดปกติเกินไป และเมื่อสถานการณ์กลับด้าน รัฐก็ควรชดเชยชั่วคราวให้โรงกลั่นกลับมา อยู่ใกล้กำไรปกติเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ในตารางที่ใช้ประกอบบทความนี้ หากหลังสงครามราคาหน้าโรงกลั่น ตามสูตรเดิมเหลือ 15 บาทต่อลิตร แต่ต้นทุนรวมปกติอยู่ที่ 17 บาทต่อลิตร รัฐอาจชดเชยราว 1.80 บาทต่อลิตร เพื่อให้โรงกลั่นขายได้ใกล้ 16.80 บาทต่อลิตรในช่วงเวลาหนึ่ง นี่ไม่ใช่การรับประกันกำไรที่มากเกินควร แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการลดการผลิตหรือชะลอการจัดหาน้ำมันในช่วงที่ประเทศยังต้องการเสถียรภาพของอุปทาน

ในทางปฏิบัติ กลไกเช่นนี้ควรเป็นแบบอัตโนมัติและมี sunset clause ชัดเจน เช่น ใช้เฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตที่รัฐประกาศ ตามกฎหมาย มีการคำนวณทุกสัปดาห์ เปิดเผยสูตรและข้อมูลต้นทุนที่ใช้ และยุติทันทีเมื่อส่วนต่างกลับเข้าสู่กรอบปกติ ความสมมาตรนี้สำคัญต่อความร่วมมือของโรงกลั่นอย่างมาก เพราะหากเอกชนเชื่อว่ารัฐจะดึงส่วนเกินเฉพาะตอนมีกำไร แต่ไม่ยอมรับความเสี่ยงตอนขาดทุน เอกชนย่อมขาดแรงจูงใจที่จะร่วมมือกับภาครัฐ 

‘ดีเซลแพงทะลุสมดุล’ เปิดสูตรรัฐดึง 5 บาท/ลิตรคืนระบบ สู้วิกฤตพลังงานโลก

 

ฐานกฎหมาย-เงื่อนไขควรใช้ยามวิกฤติ

ฐานกฎหมายที่รองรับข้อเสนอนี้มีอยู่แล้วในพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งออกใช้ในบริบทวิกฤตน้ำมันโลกปี 2516 ตัวบทในมาตรา 3 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกคำสั่งเกี่ยวกับการผลิต การจำหน่าย การขนส่ง การมีไว้ในครอบครอง การสำรอง การส่งออก และการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขการใช้พลังงานและ “การปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด” ได้ ส่วนมาตรา 4 กำหนดให้ต้องแจ้ง คณะรัฐมนตรีและรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ กล่าวอีกนัยหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการจัดการวิกฤต แบบฉับพลัน และเปิดช่องให้รัฐเข้าแทรกแซงห่วงโซ่น้ำมันได้กว้างกว่ากฎหมายปกติอย่างชัดเจน

ที่สำคัญ กฎหมายนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในทางทฤษฎี แต่ถูกใช้งานจริงในวิกฤตรอบนี้แล้ว เอกสารของรัฐระบุว่า ในเดือนมีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 3 เพื่อสั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปบางชนิดและ LPG เป็นการชั่วคราว เพิ่มอัตราการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจาก 25 วันเป็น 27 วัน และต่อมาเป็น 32 วัน รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลพื้นฐานลงประมาณ 1.2 ล้านลิตรต่อวัน หากวิกฤตรุนแรงขึ้นถึงขั้นขาดแคลนจริง ก็ยังมีแผนจะใช้มาตรการปันส่วนตามมาตรา 3 ต่อไปอีกด้วย 

ในทางนโยบาย จึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ “เฉพาะช่วงวิกฤตด้านพลังงาน” เพื่อกำกับราคาที่โรงกลั่นได้รับให้อยู่ในกรอบต้นทุนบวกกำไรปกติ และใช้สูตรเดียวกันนี้ในการชดเชยขาลงชั่วคราว เมื่อราคาทรุดหลังสงคราม แต่เงื่อนไขความชอบธรรมต้องเข้มงวด ได้แก่ ต้องเปิดเผยสูตรคำนวณและองค์ประกอบต้นทุน ต้องทบทวนและมีวันสิ้นสุด ต้องห้ามการส่งออกหรือทำarbitrage เมื่อราคาภายในต่ำกว่าตลาดโลก และต้องทำบัญชีชดเชย แบบสองทางอย่างโปร่งใส เพื่อให้ผู้ใช้น้ำมันได้ประโยชน์จริง ขณะเดียวกันโรงกลั่นยังคงมีแรงจูงใจในการผลิตและ ไม่ถูกบีบให้แบกความเสี่ยงเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ทางการไทยเริ่มใช้จริงเมื่อวันที่ 7 เมษายน ในการลดราคาหน้าโรงกลั่นดีเซลด้วยเหตุผลว่าราคาดีเซลสำเร็จรูปเพิ่มสูงกว่าน้ำมันดิบมากเกินปกติ 

อนึ่ง ข้อเสนอให้มีการใช้ภาษี “ลาภลอย” (windfall profit tax) ของบางฝ่าย อาจฟังดูเป็นแนวทางที่เก็บส่วนเกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม แต่สำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ มาตรการภาษีคงยังไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างทันเหตุการณ์และบรรเทาปัญหาได้อย่างตรงจุด

บทสรุป

สงครามตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญ shock สามชั้นพร้อมกัน คือ การผลิตน้ำมันดิบลดทอนลง อุปสรรคในการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการลดลงของกำลังกลั่นกับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล พุ่งแรงขึ้นกว่าน้ำมันดิบอย่างเห็นได้ชัด โดยเราสามารถคำนวณออกมาเป็น “ผลประโยชน์ส่วนเกิน” ของโรงกลั่นได้จริง คืออย่างน้อย 5.3852 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 1 เมษายน 2569 

ดังนั้น เราจึงไม่ควรปล่อยให้ตลาดหน้าโรงกลั่นที่สิงคโปร์ส่งผ่านแรงกระแทกทั้งหมดมายังผู้ใช้น้ำมันในประเทศ แต่ก็ไม่ควรใช้วิธีการยึดกำไรโรงกลั่นแบบเหวี่ยงแห เราเสนอให้ใช้สูตรต้นทุนที่โปร่งใสเพื่อดึงกลับเฉพาะส่วนเกินในยามวิกฤต พร้อมทั้งสัญญาว่า หากหลังสงครามราคาทรุดจนโรงกลั่นขาดทุน รัฐก็จะชดเชยให้กลับมาอยู่ในระดับกำไรปกติชั่วคราว เช่นกัน พระราชกำหนดปี 2516 ให้อำนาจรัฐทำเช่นนี้ได้ และรัฐก็เริ่มใช้เครื่องมือนี้แล้ว สาระสำคัญจึงอยู่ที่การใช้ให้ “ชั่วคราว โปร่งใส สมมาตร และยุติธรรม” เพื่อไม่ให้วิกฤตพลังงานกลายเป็นช่องทางการค้ากำไรเกินควร ขณะที่ภาระทั้งหมดมาตกอยู่กับผู้ใช้น้ำมันและงบประมาณของรัฐ