thansettakij
thansettakij
เอกชนปรับแผน ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวั่นต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

เอกชนปรับแผน ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวั่นต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

10 เม.ย. 69 | 04:01 น.
อัปเดตล่าสุด :10 เม.ย. 69 | 04:39 น.

สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านเริ่มคลี่คลายหลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว แต่รัฐบาลไทยยังเดินหน้ามาตรการคุมเวลาขายน้ำมันช่วงกลางคืน หวังสำรองพลังงานรับมือวิกฤต ด้านเอกชนหวั่นต้นทุนขนส่ง-โลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้นแล้วประมาณ 15-20% สร้างแรงกดดันต่อราคาสินค้าและเงินเฟ้อ
  • ภาคเอกชนแสดงความกังวลว่าผลกระทบจะรุนแรงต่อกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่มีสายป่านสั้น โดยเฉพาะภาคเกษตรและขนส่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
  • ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤต เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน และการกระจายความเสี่ยงด้านการจัดหาพลังงานและวัตถุดิบ

แม้สถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ–อิหร่านจะส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และเตรียมเปิดโต๊ะเจรจา 10 เม.ย.นี้ แต่ความไม่แน่นอนยังคงสูง รัฐบาลไทยเร่งออกมาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมันกลางคืน หวังสำรองพลังงานรับมือวิกฤต ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมประเมินผลได้จำกัดและกังวลต้นทุนพุ่งต่อเนื่อง

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะเริ่มผ่อนคลายในระยะสั้น หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ พร้อมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เมษายนนี้ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความขัดแย้งได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางไปแล้ว

“แม้จะมีสัญญาณบวก แต่ยังวางใจไม่ได้ ต้องดูผลการเจรจาว่าจะยั่งยืนหรือไม่ หากสถานการณ์กลับมารุนแรงอีก ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นทันที และจะกระทบต้นทุนเศรษฐกิจไทยโดยตรง”

ในบริบทดังกล่าว รัฐบาลไทยเตรียมเริ่มใช้มาตรการจำกัดเวลาจำหน่ายน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยจากข้อมูลระบุว่าจะควบคุมการจำหน่ายน้ำมันบางประเภทในช่วงเวลา 22.00 05.00 น. ไม่ใช่การสั่งปิดสถานีบริการทุกแห่งโดยสมบูรณ์ และอาจมีการจำกัดให้จำหน่ายเฉพาะน้ำมันทางเลือก เช่น ดีเซล B20 และแก๊สโซฮอล์ E20 ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยรัฐบาลเตรียมพิจารณาใช้ พ.ร.ก. การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อบังคับใช้มาตรการอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเกรียงไกร มองว่า มาตรการลักษณะนี้เคยถูกนำมาใช้ในอดีต และมีผลต่อการลดการใช้พลังงานจริงในระดับจำกัด เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่มีพฤติกรรมใช้น้ำมันอย่างระมัดระวังอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจบางส่วน โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ ขนส่ง และบริการที่ต้องดำเนินงานกลางคืน อาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดดังกล่าว ทั้งในด้านความยืดหยุ่นของการดำเนินงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

เอกชนปรับแผน ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวั่นต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

ในส่วนของแนวโน้มราคาพลังงาน แม้สงครามจะยุติลงในระยะสั้น แต่การฟื้นฟูโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายต้องใช้เวลานานหลายปี ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง และสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน มาตรการลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตรของภาครัฐ แม้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพในระยะสั้น แต่เป็นเพียงการประคองสถานการณ์ชั่วคราว เนื่องจากทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับตลาดโลกเป็นหลัก

ด้านต้นทุนภาคธุรกิจ ปัจจุบันค่าขนส่งและโลจิสติกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วประมาณ 15-20% ส่งผลให้ราคาสินค้าหลายประเภทเริ่มทยอยปรับขึ้นตามต้นทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งต้นทุนที่สูงขึ้นจะผลักดันให้เกิดเงินเฟ้อ ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นายเกรียงไกร เสนอว่า ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและเตรียมมาตรการรองรับในเชิงโครงสร้าง ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้มีลักษณะยืดเยื้อและเชื่อมโยงกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก ขณะที่ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน (Lean) และกระจายแหล่งนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบ โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาตะวันออกกลาง เช่น ปุ๋ย แร่เหล็ก และพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว

ศุภาลัยตรึงราคา ระบายสต๊อก

ทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) สะท้อนว่า ความผันผวนจากสงครามและราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนในห่วงโซ่ก่อสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เริ่มขยับขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น แม้ในระยะสั้นผู้ประกอบการและผู้รับเหมาบางส่วนยังช่วยกันแบกรับต้นทุนไว้ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็มีโอกาสต้องทยอยปรับราคาในอนาคต อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าวิกฤตดังกล่าวน่าจะเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุนด้วยการสั่งซื้อวัสดุในจังหวะที่เหมาะสม ดูแลผู้รับเหมาให้มีสภาพคล่องผ่านการจ่ายเงินตรงเวลา

ดึงลูกค้าตะวันออกกลางซื้ออสังหาฯ

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บริษัท อนันดาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง บริษัทได้ออกแคมเปญดึงลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะคนที่อยู่ในตะวันออกกลาง โดยระยะสั้นให้ ต่างชาติเดินทางมาใช้บริการ Service Apartment และโรงแรมที่ บริษัทบริหารจัดการ เพื่อเป็นที่หลบภัยสงคราม และต่อไปนำเสนอซื้อบ้านหลังที่สองกับโครงการขอบเราต่อในระยะยาว โดยเราดูแลประสานงานในทุกเรื่องเพื่อการเดินทางมาพำนักในประเทศไทย

หวั่นกระทบ SME สายป่านสั้น

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย  กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงานที่รัฐบาลจะมีมาตรการจำกัดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน เวลา 22.00 - 05.00 น. คือแนวทางแก้ปัญหาที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีในทางจิตวิทยาคือช่วยให้ประชาชนวางแผนปรับปรุงการเดินทางมากขึ้น เป็นสัญลักษณ์กระตุ้นให้ตระหนักถึงการประหยัด แต่ข้อเสียในภาคธุรกิจก็มี รัฐบาลควรปรับวิธีปฏิบัติให้เหมาะสม เช่น ต้องมีการยกเว้นหรือเปิดพื้นที่บริการเฉพาะสำหรับรถบรรทุกสินค้าเกษตร รวมถึงรถฉุกเฉินและรถพยาบาล เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับกรณีเร่งด่วน

หากมองในมุมเศรษฐกิจภาคเกษตรจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ต้องขนส่งในตอนกลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดและความร้อน รักษาคุณภาพสินค้าให้มีคุณภาพ หากปั๊มน้ำมันปิดในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้รถขนส่งไม่สามารถเติมน้ำมันระหว่างทางได้ และอาจส่งผลให้การส่งสินค้าเข้าโรงงานหรือจุดกระจายสินค้าชะงักลง

“หากสถานการณ์ไม่จบภายใน 3 เดือน ผลกระทบจะรุนแรงมากต่อภารธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ที่ส่วนใหญ่มีสายป่านสั้น หมุนเงินแบบเดือนต่อเดือน หากต้องแบกภาระเกิน 2-3 เดือนโดยขายของไม่ได้ ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก”

ปิดปั๊มขนส่ง-ท่องเที่ยว-ร้านค้า

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า หากรัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการปิดสถานีเติมน้ำมันทั่วประเทศในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. นี้จริง สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การมีแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสื่อสารเชิงรุก และการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมล่วงหน้า

เอกชนปรับแผน ฝ่าวิกฤตพลังงาน หวั่นต้นทุนโลจิสติกส์พุ่ง 20% กระทบ SMEs สายป่านสั้น

“รัฐบาลต้องอธิบายให้ชัดว่า ปิดปั๊มแล้วประเทศจะประหยัดพลังงานได้เท่าไร ลดต้นทุนพลังงานได้มากน้อยแค่ไหน และประชาชนจะต้องปรับตัวอย่างไร ไม่ใช่ประกาศใช้ทันทีโดยไม่มีแผนรองรับ”

เพราะหากมีการปิดสถานีเติมน้ำมันในเวลากลางคืนจริง ผลกระทบอันดับแรกจะเกิดกับภาคขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเฉพาะรถบรรทุกสินค้า รถขนส่งสินค้าเกษตร รถบัส และรถตู้โดยสาร ซึ่งจำนวนมากใช้เวลากลางคืนเป็นช่วงหลักในการเดินทางเพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการจราจร

เชื่อปิดปั้ม ยอดใช้น้ำมันไม่ลด

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่ภาครัฐออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน โดยกำหนดให้สถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการในช่วงเวลา 22.00-05.00 น. เริ่มตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. นี้ ในมุมมองส่วนตัว เห็นว่ามาตรการดังกล่าว “ไม่ได้ผล” ในเชิงการลดการใช้น้ำมัน เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปอยู่แล้ว โดยหลังเวลา 22.00 น. ปริมาณการใช้บริการสถานีบริการน้ำมันลดลงอย่างชัดเจน ถนนเริ่มเงียบ และแทบไม่มีการเติมน้ำมันในช่วงเวลาดังกล่าว จึงมองว่ามาตรการนี้ไม่ได้ช่วยลดการบริโภคน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม เข้าใจว่ารัฐบาลอาจมีเป้าหมายในเรื่อง “การประหยัดพลังงานไฟฟ้า” มากกว่า ซึ่งหากเป็นในมิตินี้ก็อาจช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันได้บ้าง แต่ไม่ใช่มาตรการที่แก้ปัญหาการใช้น้ำมันโดยตรง

โดยมาตรการดังกล่าวเห็นด้วยในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มองว่าเป็นแนวทางหลักในการแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันประชาชนมีข้อจำกัดด้านกำลังซื้ออยู่แล้ว หลายครัวเรือนลดการใช้จ่ายและรัดเข็มขัดมากขึ้น เห็นได้จากปริมาณรถยนต์ในช่วงเช้าที่ลดลง ทั้งนี้มองว่ารัฐควรปรับนโยบายไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การส่งเสริมการใช้รถร่วมกันในระดับครัวเรือน เพื่อลดการใช้พลังงานอย่างแท้จริง มากกว่าการออกมาตรการระยะสั้นที่เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ

ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อพยุงกำลังซื้อ โดยเฉพาะโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเห็นว่าจำนวนสิทธิ์และวงเงินในปัจจุบันไม่เพียงพอ เสนอให้ขยายเป็นอย่างน้อย 30 ล้านสิทธิ์ และเพิ่มวงเงินเป็น 3,000 บาทต่อคน เพื่อให้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ได้จริง นอกจากนี้ยังควรเร่งมาตรการลดค่าครองชีพ เช่น การลดค่าไฟฟ้าในอัตรา 200 หน่วยแรก ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าฐานรากที่ได้รับผล กระทบโดยตรง