
ดีเซลพุ่ง 6 บาท แฉไอ้โม่งฟันกำไร 3 ต่อ ดันคนไทยแบกภาระยาว
ผู้เชี่ยวชาญชี้ดีเซลขึ้นรวดเดียว 6 บาท/ลิตร คลี่คลายปัญหาขาดแคลนหน้าปั๊ม แต่ไม่แตะต้นตอดันราคาพุ่ง พร้อมเปิดกลไกตลาด 2 ราคา เปิดช่องขบวนการกักตุน ฟันกำไร 3 ต่อ ดันดีเซลไทยเข้าใกล้ 50 บาท
KEY
POINTS
- ปัญหาดีเซลขาดแคลนไม่ได้เกิดจากปริมาณน้ำมันไม่พอ แต่มาจากการกักตุนและโครงสร้างราคาที่บิดเบือนเพื่อเก็งกำไร
- มีกลุ่มผู้ฉวยโอกาส หรือ “ไอ้โม่ง” แสวงหากำไร 3 ต่อ ทั้งจากน้ำมันสต็อกเก่า, การกักตุนรอราคาขึ้น, และส่วนต่างราคากองทุนน้ำมัน
- การปรับขึ้นราคาดีเซล 6 บาท เป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้า แต่เป็นการผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจในระยะยาว
สถานการณ์น้ำมันดีเซลไทยตึงตัวต่อเนื่อง หลังรัฐปล่อยราคาสะท้อนต้นทุนจริง หวังแก้ปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้า แต่กลับเปิดช่องให้เห็นความบิดเบือนของโครงสร้างตลาด และแรงเก็งกำไรที่ฝังลึกในระบบพลังงานไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน วิเคราะห์ว่า ปรากฏการณ์ “น้ำมันหน้าปั๊มขาดแคลน” ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2569 และทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่องนั้น แท้จริงไม่ได้สะท้อนปัญหาปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอ แต่เป็นผลจากพฤติกรรมการกักตุนและโครงสร้างราคาที่ผิดเพี้ยน
จากการประเมินสต็อกน้ำมันของไทย พบว่า ในภาวะปกติ ประเทศมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการใช้อย่างชัดเจน โดยกรณีความต้องการดีเซล 65 ล้านลิตรต่อวัน (ก่อน 28 ก.พ. 2569) ไทยจะมีน้ำมันคงเหลือถึง 36.74 ล้านลิตรต่อวัน และแม้ความต้องการเพิ่มขึ้นเป็น 85 ล้านลิตรต่อวัน ก็ยังมีน้ำมันเหลือในระบบถึง 16.74 ล้านลิตรต่อวัน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขาดแคลนเชิงปริมาณ แต่เกิดจากการไม่ปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่ควรจะเป็น
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการใช้น้ำมันทุกชนิดของไทย จะเห็นว่าความต้องการรวมอยู่ที่ 124.51 ล้านลิตรต่อวัน โดยน้ำมันดีเซลมีสัดส่วนสูงสุดถึง 54.96% หรือ 68.43 ล้านลิตรต่อวัน รองลงมาคือเบนซิน 25.36% และน้ำมันเครื่องบิน 15.44% สะท้อนว่า ดีเซลคือเส้นเลือดหลักของเศรษฐกิจไทย การบิดเบือนตลาดดีเซลจึงส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน ทั้งโลจิสติกส์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ
อีกปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมสถานการณ์ คือโครงสร้าง “ราคาน้ำมัน 2 ตลาด” ได้แก่ ราคาขายส่ง (หน้าโรงกลั่น) และราคาขายปลีกหน้าปั๊ม ซึ่งในช่วงต้นเดือนมีนาคม ส่วนต่างราคาอยู่เพียง 2.2 บาท/ลิตร ก่อนจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 13 บาท และทะยานสูงสุดถึง 20.7 บาท/ลิตร ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 สะท้อนความผิดปกติของตลาดอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกการตรึงราคาน้ำมัน ส่งผลให้ราคาปลีกขยับขึ้นทันที และทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาขายส่งกับราคาปลีกลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 11.4 บาท/ลิตร ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกลไกตลาดมากขึ้น
ดร.อัทธ์ อธิบายว่า ส่วนต่างราคาที่ถ่างกว้างผิดปกติในช่วงก่อนหน้า กลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไป “เก็งกำไรเชิงโครงสร้าง” โดยซื้อน้ำมันจากหน้าปั๊มที่มีการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมัน แทนการซื้อผ่านตลาดขายส่ง ส่งผลให้น้ำมันในสถานีบริการเกิดภาวะขาดแคลน ทั้งที่ในระบบโดยรวมยังมีเพียงพอ
เมื่อส่วนต่างราคาถูกปรับลดลง แรงจูงใจดังกล่าวเริ่มหายไป ทำให้คาดว่าสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มจะค่อย ๆ คลี่คลายในระยะถัดไป อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ และอาจกลับมาเกิดซ้ำได้ หากยังไม่มีการปฏิรูประบบราคาอย่างจริงจัง
ประเด็นที่น่าจับตา คือการมีอยู่ของ “ไอ้โม่ง” หรือกลุ่มผู้แสวงหากำไรจากช่องว่างของระบบ โดยสามารถฟันกำไรได้ถึง 3 ต่อ หรือที่เรียกว่า 3P ได้แก่
- P1 กำไรจากน้ำมันเก่า ซื้อสะสมในราคาต่ำก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 (ก่อนเกิดสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน) แล้วนำมาขายในราคาสูงภายหลัง
- P2 กำไรจากการกักตุน คาดการณ์ทิศทางราคาจากสถานการณ์โลก โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แล้วชะลอการขายเพื่อรอจังหวะทำกำไร
- P3 กำไรจากส่วนต่างกองทุนน้ำมัน โดยอาศัยการซื้อน้ำมันหน้าปั๊มที่มีการอุดหนุนราคาถูกกว่าตลาดขายส่ง
กลไกทั้ง 3 ส่วนนี้ เมื่อทำงานร่วมกัน จะสร้าง “กำไรซ้อนกำไร” และยิ่งเร่งให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเร็วกว่าปกติ ขณะที่ภาระทั้งหมดถูกผลักไปยังผู้บริโภคปลายทาง
ในระยะข้างหน้า การยกเลิกการตรึงราคาดีเซลจากระดับ 29.94–33 บาท/ลิตร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนจริงมากขึ้น แต่ก็หมายถึงแนวโน้มราคาที่จะปรับขึ้นต่อเนื่อง โดยมีโอกาสเห็นราคาดีเซลแตะระดับ 50 บาท/ลิตร ซึ่ง “ไม่ใช่เรื่องไกลตัว” เมื่อเทียบกับสถิติสูงสุดในอดีตที่ 44 บาท/ลิตร ในปี 2551
ดร.อัทธ์ เตือนว่า การปรับขึ้นราคาดีเซลแบบก้าวกระโดดถึง 6 บาท/ลิตรในคราวเดียว แม้ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนเฉพาะหน้าได้ แต่เป็นเพียงการแก้ปลายเหตุ และสร้างแรงกระแทกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้นทันที ราคาสินค้าที่ทยอยปรับตัว และภาระค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น
ผลกระทบดังกล่าวจะลามไปยังภาคเกษตรที่ต้องใช้ดีเซลในการผลิต ภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนพลังงานสูงขึ้น รวมถึงภาคบริการที่ต้องแบกรับต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะต่อไป
ท้ายที่สุด แม้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มจะมีแนวโน้มคลี่คลาย แต่โจทย์ใหญ่ของประเทศยังคงอยู่ที่ “ราคาน้ำมันแพง” ซึ่งยังไม่มีคำตอบเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลระยะยาว ทำให้คนไทยทุกภาคส่วนยังคงต้องเผชิญกับภาระพลังงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงที่ราคาดีเซลจะแตะ 50 บาท/ลิตรในอนาคตอันใกล้ได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้






