thansettakij
thansettakij
น้ำมันพุ่งไม่หยุด ดีเซลจ่อ 50 บาท เตือนของแพงยาว จี้ลดภาษีสรรพสามิตด่วน!

น้ำมันพุ่งไม่หยุด ดีเซลจ่อ 50 บาท เตือนของแพงยาว จี้ลดภาษีสรรพสามิตด่วน!

26 มี.ค. 69 | 08:47 น.
อัปเดตล่าสุด :26 มี.ค. 69 | 08:47 น.

ผู้เชี่ยวชาญชี้ดีเซลพุ่งพรวด 6 บาทต่อลิตร สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งตลาดโลก กองทุนน้ำมัน และพฤติกรรมกักตุนในประเทศ เตือนหากรัฐไม่เร่งอุดหนุนและลดภาษี ราคามีสิทธิ์แตะ 50 บาท ดันไทยเสี่ยง “Stagflation” เงินเฟ้อพุ่ง 7-8% ชาวนาแบกต้นทุนเพิ่ม 2,000 บาทต่อ 20 ไร่

KEY

POINTS

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากปัจจัยราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นและการกักตุนภายในประเทศ ทำให้รัฐบาลต้องยกเลิกมาตรการตรึงราคา
  • ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากรัฐบาลลดการอุดหนุนและสถานการณ์โลกยังตึงเครียด ราคาดีเซลอาจพุ่งสูงถึง 50 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ราคาสินค้าแพงขึ้นเป็นวงกว้าง
  • มีข้อเสนอเร่งด่วนให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงประมาณ 6 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้น

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินครั้งใหญ่อีก 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 กำลังสะท้อนสัญญาณวิกฤตพลังงานที่ลึกกว่าราคาที่เห็นหน้าสถานีบริการหรือปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การยกเลิกตรึงราคาน้ำมันของภาครัฐเป็นเพียงปลายเหตุ แต่ต้นตอแท้จริงมาจากทั้งปัจจัยต่างประเทศและเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่สะสมมานาน โดยการปรับขึ้นราคาดีเซลจากระดับ 29.94 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ขยับมาแตะ 38.94 บาทในวันที่ 26 มีนาคม ถือเป็นการทะลุ 2 เพดานสำคัญที่รัฐพยายามคุมไว้ที่ 33 บาท แต่สุดท้ายไม่สามารถต้านแรงตลาดได้ ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องยกเลิกมาตรการตรึงราคาโดยปริยาย

“ราคาที่เห็นไม่ใช่ราคาจริง แต่เป็นราคาที่ยังมีการอุดหนุนอยู่ หากไม่มีเงินกองทุนน้ำมันเข้ามาช่วย วันนี้ดีเซลจะอยู่ที่ประมาณ 60 บาทต่อลิตร” ดร.อัทธ์กล่าว พร้อมระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคจ่ายจริงราว 38.94 บาทต่อลิตร หมายความว่ายังมีการอุดหนุนแฝงอยู่กว่า 20 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นภาระทางอ้อมผ่านภาษีของประชาชน

ทั้งนี้มองว่าสาเหตุการปรับขึ้นราคา 6 บาทครั้งนี้เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1.ทิศทางราคาน้ำมันโลกที่ยังเป็นขาขึ้นจากผลพวงสงครามสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอัมพาต 2.ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกที่ตึงตัวมากขึ้นและเริ่มหายากขึ้น และ 3.ความต้องการใช้ในประเทศที่พุ่งสูงผิดปกติจากภาวะ “แพนิค” หรือตื่นตระหนก และมีการกักตุน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่

ข้อมูลชี้ว่า ปกติไทยใช้ดีเซลวันละประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นไปถึง 80-85 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนต่างกว่า 20 ล้านลิตรนี้ไม่ได้มาจากกิจกรรมเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจริง แต่เป็นผลจากการเร่งกักตุน ท่ามกลางความกังวลว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่อง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

 

“น้ำมันที่ใช้อยู่ตอนนี้ส่วนหนึ่งเป็นสต็อกเก่าที่ต้นทุนต่ำ แต่ราคาขายกลับอิงตลาดใหม่ทันที ทำให้ประชาชนรับภาระเร็วเกินไป” ดร.อัทธ์ระบุ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการบริหารราคาควรค่อยเป็นค่อยไปมากกว่านี้

อีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกหยิบยกคือ นโยบายรัฐที่ต้องการปรับสมดุลราคาน้ำมันกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดการลักลอบส่งออกเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนต่างราคาน้ำมันไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมกับคนไทย และควรใช้มาตรการเข้มงวดตามแนวชายแดนแทน มากกว่าการปล่อยให้ราคาภายในประเทศสูงขึ้น

สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป หากรัฐบาลลดการอุดหนุนเพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันติดลบกว่า 37,000 ล้านบาท ราคาดีเซลมีโอกาสขยับไปแตะ 45 บาท และอาจทะลุ 50 บาทต่อลิตรได้ในระยะเวลาอันใกล้ ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล จะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่งมีโอกาสพุ่งไปถึง 120-150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากสถานการณ์ยืดเยื้อและกระทบโครงสร้างการผลิต

“ถ้าน้ำมันดิบโลกไปถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐจต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดีเซลในไทยแตะ 50 บาทไม่ใช่เรื่องไกลตัว และจะเป็นจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจครั้งใหญ่” ดร.อัทธ์เตือน โดยอ้างอิงประวัติศาสตร์ปี 2008 และช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ราคาน้ำมันเคยพุ่งแรงในลักษณะเดียวกัน

ผลกระทบที่ตามมาจะไม่จำกัดอยู่แค่ภาคพลังงาน แต่จะลามไปทั้งระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคขนส่งซึ่งใช้ดีเซลเป็นสัดส่วนถึง 60% ของภาพรวม รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรมและบริการ 15% ภาคเกษตรกรรม 10% ที่เหลือเป็นภาคอื่น ๆ ซึ่งล้วนต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที

ตัวอย่างชัดเจนคือภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา จากเดิมที่ราคาน้ำมันไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร มีต้นทุนน้ำมันราว 80 บาทต่อไร่ แต่เมื่อราคาขยับขึ้นมาอยู่ที่ 38 บาทต่อลิตร ต้นทุนเพิ่มเป็นกว่า 100 บาทต่อไร่ หากเกษตรกรทำนา 20 ไร่ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทันทีราว 2,000 บาท

ขณะที่ในภาพใหญ่ หากราคาดีเซลพุ่งแตะ 50 บาทต่อลิตร เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ที่ราคาสินค้าปรับขึ้นแต่เศรษฐกิจไม่เติบโต โดยเงินเฟ้ออาจพุ่งไปถึง 7-8% ขณะที่ GDP มีโอกาสติดลบ

“นี่คือจุดที่ของแพงขึ้นแต่คนไม่มีเงินจ่าย ธุรกิจเริ่มลดการผลิต ลดคนงาน และกำลังซื้อหายไปจากระบบซึ่งจะเป็นปัจจัยซ้ำเติมจากสินค้านำเข้าราคาถูกจะยิ่งกดดันผู้ประกอบการไทย”

ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ดร.อัทธ์ มีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญคือ การปรับโครงสร้างภาษีน้ำมัน โดยปัจจุบันภาษีสรรพสามิตและภาษีเทศบาลรวมกันอยู่ที่ประมาณ 7 บาทต่อลิตร หากรัฐยอมลดลงราว 6 บาท จะช่วยให้ราคาดีเซลจาก 38 บาท ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 32 บาท ซึ่งเป็นระดับที่ประชาชนและภาคธุรกิจยังพอรับได้ นอกจากนี้ รัฐบาลควรใช้มาตรการผสมผสาน ทั้งการบริหารกองทุนน้ำมัน การลดภาษี และการควบคุมการลักลอบส่งออกอย่างเข้มงวด เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว

ส่วนในระยะยาว เสนอให้ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน โดยขยับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนให้เร็วขึ้น และ เร่งสู่ Net Zero Emissions (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) ให้เร็วขึ้น จากเป้าหมายล่าสุดในปี 2065 (พ.ศ. 2608) ต้องขยับมาเป็นปี 2040 เพื่อหันมาใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ พลังงานลม พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนอื่น ๆ  พร้อมเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

“วิกฤตน้ำมันในตลาดโลกรอบนี้อาจใช้เวลาฟื้นตัวนานถึง 3 ปี เนื่องจากโครงสร้างการผลิตในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย และทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงถึง 30-40% ส่งผลให้ราคายังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง และวิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมัน แต่คือบททดสอบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ หากปรับตัวไม่ทัน เราอาจต้องเผชิญภาวะของแพงทั้งประเทศ ไปอีกหลายปี” ดร.อัทธ์ ทิ้งท้าย