
น้ำมันสำรองโลกใกล้หมด แต่ละประเทศเปิดศึก 'แย่งชิงน้ำมัน'
สถานการณ์น้ำมันโลกเข้าสู่จุดเปราะบาง หลังหลายประเทศระบายสำรองน้ำมันออกสู่ตลาดมาราว 20 วันจนใกล้หมด ชี้ไทยน่าห่วงเป็นพิเศษเพราะพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางสูง
ท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อและแรงกดดันต่อเส้นทางลำเลียงพลังงานโลก ตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังหลายประเทศผู้ผลิตและผู้ถือครองสต๊อกต่างเร่งปล่อยน้ำมันสำรองออกมาพยุงตลาดในช่วงแรก จนช่วยบรรเทาภาวะช็อกด้านราคาได้ระยะหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านมาเกือบ 20 วัน
สัญญาณที่เริ่มชัดขึ้นคือ “น้ำมันสำรองที่ใช้แก้เกมระยะสั้นกำลังร่อยหรอ” และหากสงครามยังไม่คลี่คลาย โลกอาจไม่ได้เผชิญแค่น้ำมันแพง แต่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะน้ำมันตึงตัวจนถึงขั้น “มีเงินก็ซื้อไม่ได้” โดยประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง กำลังอยู่ในจุดที่ต้องเตรียมรับแรงกระแทกอย่างจริงจัง
สำรองน้ำมันโลกใกล้หมด
ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักขุดเจาะน้ำมันระดับโลก ประเมินภายในรายการ 'ฐานทอล์ค' ทางเนชั่นทีวี 22 ว่า ปริมาณน้ำมันสำรองที่หลายฝ่ายนำออกมาพยุงตลาดโลกในรอบนี้อยู่ที่ราว 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งหากคำนวณจากปริมาณที่ขาดหายไปในระบบประมาณวันละ 20 ล้านบาร์เรล จะรองรับได้เพียงราว 20 วันเท่านั้น นั่นหมายความว่าเมื่อสงครามดำเนินมาถึงช่วงวันที่ 18-20 ปริมาณสำรองดังกล่าวก็ใกล้ถึงจุดตึงตัวเต็มทีแล้ว
เขามองว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันที่ผันผวนขึ้นลงตามข่าวสงคราม แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าซัพพลายส่วนชดเชยซึ่งเคยช่วยประคองตลาดกำลังจะหมดลง หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ โลกอาจเผชิญภาวะน้ำมันขาดแคลนรอบใหม่ และความเสี่ยงจะเปลี่ยนจาก “ราคาแพง” ไปเป็น “ของไม่มี”
ไทยน่าห่วงพึ่งน้ำมันตะวันออกกลางสูง
ภาณุรัชชี้ว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะใช้น้ำมันดีเซลในสัดส่วนสูง และน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ไทยนำเข้าอยู่นั้น เป็นน้ำมันดิบที่เหมาะต่อการกลั่นเป็นดีเซลมากกว่าเบนซิน เมื่อซัพพลายจากตะวันออกกลางสะดุด ผลกระทบจึงไม่ได้กระจายเท่ากันในทุกผลิตภัณฑ์ แต่จะไปกดดัน “ดีเซล” ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
"ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางตามปกติราว 500,000 บาร์เรลต่อวัน ดังนั้นหากการส่งมอบสะดุดต่อเนื่อง 20 วัน เท่ากับว่าระบบพลังงานไทยสูญเสียน้ำมันดิบไปแล้วราว 10 ล้านบาร์เรล ซึ่งโดยปกติน้ำมันดิบปริมาณนี้จะถูกนำไปกลั่นเป็นดีเซลจำนวนมาก"
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาที่เริ่มเห็นตามหน้าข่าวเป็นเรื่อง “ดีเซลหมด” มากกว่า “เบนซินหมด” ไม่ใช่เรื่องแปลกทางเทคนิค เพราะน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันเบา แม้ยังพอหาได้บ้าง แต่จะให้น้ำมันเบนซินมากกว่าดีเซล ทำให้เบนซินยังพอมีทางหายใจ ขณะที่ดีเซลตึงตัวเร็วกว่า
จี้รัฐเปิดข้อมูลจริง น้ำมันดิบเหลือเท่าไร?
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานรายนี้เรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำคัญต่อภาคขนส่ง เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
"สิ่งที่ประชาชนควรได้รับรู้ไม่ใช่เพียงคำอธิบายกว้าง ๆ ว่าไทยยังมีสำรองใช้ได้ 90 วัน แต่ต้องลงรายละเอียดให้ชัดว่า ปัจจุบันไทยเหลือน้ำมันดิบในประเทศเท่าไร มีน้ำมันดิบที่พร้อมเข้าสู่การผลิตเป็นดีเซลอีกเท่าไร มีน้ำมันที่อยู่ระหว่างขนส่งจากท่าเรือหรือออกเรือมาแล้วอีกเท่าไร และที่สำคัญที่สุดคือมีน้ำมันดีเซลสำเร็จรูปที่พร้อมส่งถึงปั๊มเหลือจริงเท่าไร"
ในเชิงทางออกระยะสั้น ภาณุรัชเสนอว่า ไทยควรเร่งหาน้ำมันสำเร็จรูปจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเสริมก่อน เพราะง่ายกว่าการไปหาน้ำมันดิบใหม่ที่ต้องลุ้นทั้งเรื่องคุณภาพและความเข้ากันได้กับโรงกลั่นในประเทศ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าทางเลือกนี้ก็ไม่ได้ง่ายนัก เพราะหลายประเทศเริ่มระมัดระวังการส่งออกน้ำมันมากขึ้น เพื่อกันปริมาณไว้ใช้ในประเทศตนเอง
"ประเทศใกล้เคียงอย่างมาเลเซียอาจยังเป็นหนึ่งในทางเลือกที่พอเป็นไปได้ ขณะที่สิงคโปร์ก็อาจมีบทบาทบางส่วน แต่ภาพรวมของโลกในขณะนี้คือทุกประเทศเริ่มคิดถึงตัวเองก่อน เพราะต่างรู้ว่าหากสงครามยืดเยื้อ ซัพพลายที่เหลืออยู่ในตลาดเสรีจะยิ่งหายากขึ้น"
พร้อมกันนี้ เขาเสนอให้ภาครัฐจัดลำดับความสำคัญของการใช้น้ำมันดีเซลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะภาคขนส่งและภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ส่วนภาคอุตสาหกรรม หากกิจกรรมใดสามารถชะลอการใช้ลงได้ ก็ควรชะลอเพื่อกันน้ำมันไว้ให้ภาคจำเป็นก่อน
โครงสร้างราคาดีเซลไทยบิดเบือน
ภาณุรัชยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า โดยธรรมชาติของตลาดโลก น้ำมันดีเซลควรมีราคาแพงกว่าน้ำมันเบนซิน เพราะมีคุณสมบัติด้านคาร์บอนที่หนักกว่า แต่ในไทยกลับมีการอุดหนุนดีเซลต่อเนื่องเพื่อพยุงภาคขนส่ง ทำให้ราคาดีเซลไม่สะท้อนความเป็นจริง และยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้ดีเซลมากขึ้น
เขามองว่า แม้จะเข้าใจเหตุผลของภาครัฐที่ต้องดูแลค่าครองชีพและต้นทุนขนส่ง แต่การตรึงราคาดีเซลไว้นานเกินไป ก็ทำให้กลไกราคาเสียสมดุล รัฐต้องอุดหนุนต่อเนื่อง และสุดท้ายภาระจะย้อนกลับไปที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งปัจจุบันก็อยู่ในภาวะไม่แข็งแรงนัก
ระยะยาว เขาเสนอว่าไทยต้องค่อย ๆ ปรับโครงสร้างพลังงานและระบบขนส่งให้หลากหลายขึ้น ทั้งระบบราง รถไฟฟ้า รถแบตเตอรี่ และทางเลือกอื่นที่ทำให้ภาคขนส่งกับเกษตรกรไม่ถูกบังคับให้ต้องพึ่งดีเซลแทบทั้งหมดเหมือนในปัจจุบัน
“ศึกชิงน้ำมัน” เกิดแล้ว ไม่ต้องรออนาคต
เมื่อถูกถามว่า หากสงครามยืดไปถึงช่วงสงกรานต์ ไทยจะเสี่ยงแค่ไหน ภาณุรัชตอบชัดว่า ความเสี่ยงเรื่องการแย่งชิงน้ำมันนั้น “เกิดขึ้นแล้ว” ไม่ใช่เรื่องในอนาคต โดยหลายประเทศเริ่มจำกัดการส่งออกตั้งแต่ตอนนี้ เพราะต้องกันพลังงานไว้ให้ประเทศตัวเองก่อน
เขาอธิบายว่า ในระบบน้ำมันโลก แม้ตัวเลขการผลิตรวมอาจดูสูง แต่ในความเป็นจริงน้ำมันส่วนใหญ่ถูกผลิตเพื่อใช้เองภายในประเทศผู้ผลิต มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่หมุนเวียนในตลาดโลกจริง เมื่อซัพพลายจากตะวันออกกลางหายไป ประเทศต่าง ๆ จึงต้องวิ่งเข้าหาน้ำมันจากตลาดส่วนที่เหลือร่วมกัน ทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้นมาก
ภาณุรัชยังแสดงความกังวลต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยมองว่าการโจมตีบางจุดสะท้อนว่าผู้โจมตีมีความรู้ด้านวิศวกรรมปิโตรเลียม เพราะเลือกเป้าหมายที่เป็นจุดสำคัญต่อระบบผลิตและส่งผ่านน้ำมัน นั่นทำให้เขาเชื่อว่าสงครามรอบนี้อาจจบได้ยาก และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อซัพพลายในระยะต่อไป





