
ชำแหละโครงสร้างน้ำมันไทยบิดเบี้ยว ดันดีเซลพุ่ง 30 บาท แพงกว่ามาเลย์-อินโดฯ
นักวิชาการชี้ ไทยมีสต็อกน้ำมันล่วงหน้า 3 เดือน แต่กลับปล่อยโครงสร้างราคาบิดเบี้ยว ดันภาระตกที่ประชาชน ดันดีเซลพุ่ง 30 บาท ตั้งคำถามบริหารพลังงาน–ห่วงโซ่อุตสาหกรรม เอื้อกำไรต้นน้ำ ขณะคนไทยต้องรับกรรมจ่ายแพง
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการขึ้นราคาดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตรไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากไทยมีสต็อกน้ำมันดิบต้นทุนต่ำที่จัดซื้อไว้ล่วงหน้าเพียงพอใช้ได้นาน 3 เดือน
- ปัญหาหลักมาจากโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว โดยเฉพาะการปรับขึ้น "ค่าการกลั่น" อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบในคลังยังเป็นราคาเดิมที่ถูกกว่า ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น
- ราคาดีเซลของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย เนื่องจากโครงสร้างราคาของไทยมีภาระภาษีและเงินส่งเข้ากองทุนต่างๆ ขณะที่ประเทศอื่นใช้วิธีอุดหนุนราคาโดยตรงจากภาครัฐ
รัฐบาลเดินหน้าปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 0.50 บาทต่อลิตร(เริ่ม 18 มี.ค. 2569) จากเดิมตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 30.44 บาทต่อลิตร พร้อมยืนยันตรึงเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อประคองค่าครองชีพ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงานโลกและภาระกองทุนน้ำมันที่ยังตึงตัว ท่าทีดังกล่าวสะท้อนการบริหารสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานในประเทศ แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าประเทศมีสต็อกน้ำมันเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือนก็ตาม
รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน ระบุว่า ข้อเท็จจริงสำคัญคือ น้ำมันดิบที่ไทยมีอยู่ในคลังปัจจุบัน ถูกจัดซื้อ ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโฉมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงจากสงคราม นั่นหมายความว่าต้นทุนแท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ในเชิงหลักการ “คนไทยควรได้ใช้น้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 3 เดือน” นับจากวันที่ 28 มีนาคม 2569 ไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน (ถึง28 มิ.ย. 2569) โดยไม่ควรมีการปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทาง เมื่อมีการปรับโครงสร้างบางรายการ โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น (GRM)” จากประมาณ 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทั้งที่น้ำมันดิบในระบบยังเป็นสต็อกเดิมราคาถูก จึงถูกตั้งคำถามว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้ราคาขายปลีกต้องขยับขึ้น
- สต็อกน้ำมันมี แต่โครงสร้างราคามีปัญหา
ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่า ไทยมีน้ำมันดิบสำรองราว 90 ล้านบาร์เรล หรือกว่า 14,310 ล้านลิตร เพียงพอรองรับการใช้ภายในประเทศได้ประมาณ 3 เดือน สอดคล้องกับที่รัฐบาลยืนยัน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่กลไกราคา ซึ่งยังคงอิงตลาดสิงคโปร์ (MOPS) และเปิดช่องให้ต้นทุนบางรายการขยับขึ้นได้ แม้ต้นทุนจริงจะยังไม่เปลี่ยน
โดยโครงสร้างราคาดีเซลไทย ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นว่า
- ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.96 บาท/ลิตร
- ค่าการกลั่นจริงอยู่ที่ประมาณ 5.2 บาท/ลิตร
- ต้นทุนน้ำมันดิบเพียง 13.5 บาท/ลิตร
แต่หลังเกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลกในเดือนมีนาคม (ณ 17 มี.ค. 2569) ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งขึ้นเป็น 38.67 บาท/ลิตร ส่งผลให้รัฐต้องใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนสูงถึง 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาขายปลีกไว้ที่ 29.94 บาทสะท้อนว่าระบบกำลัง “รับแรงกระแทก” จากโครงสร้างราคา มากกว่าต้นทุนจริงในสต็อก
- คนไทยจ่ายแพงกว่าเพื่อนบ้าน
เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่าไทยยังมีภาระต้นทุนแฝงในโครงสร้างราคาสูงกว่าหลายประเทศ ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และเงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้นโยบายอุดหนุนจากงบประมาณโดยตรง และลดภาระภาษี ทำให้ราคาดีเซลต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น
- มาเลเซียประมาณ 23 บาท/ลิตร
- อินโดนีเซียประมาณ 25 บาท/ลิตร
สะท้อนความแตกต่างเชิงนโยบายที่ชัดเจน ระหว่างการผลักภาระให้ประชาชน กับ การใช้รัฐช่วยดูดซับต้นทุน
- ห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้ประโยชน์
อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ถูกมองว่า เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภคเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทุกจุดในห่วงโซ่ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ไปจนถึงค่าการตลาด ล้วนมีโอกาสปรับตัวขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ต้องรับภาระราคาที่ถูกกำหนดจากระบบ
ดร.อัทธ์ ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้ “คนไทยต้องรับกรรม” จากราคาน้ำมันแพง ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศยังมีต้นทุนน้ำมันในระดับต่ำจากสต็อกเดิม
- ปัญหาเชิงนโยบายสะสม
นอกจากโครงสร้างราคา ยังมีปัจจัยเชิงนโยบายที่สะสมมานาน เช่น
- การไม่ผลักดันไบโอดีเซลอย่างจริงจัง โดยไทยยังใช้เพียง B7 ขณะที่อินโดนีเซียใช้ B40 และมาเลเซียใช้ B20
- การกำหนดราคาหลายระบบ (สองตลาด) ทำให้เกิดการบิดเบือน เช่น ผู้ค้าบางส่วนหันไปซื้อน้ำมันหน้าปั๊มที่ราคาถูกกว่าราคาตลาด
- ความไม่ชัดเจนในการบริหารกองทุนน้ำมัน ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือ “ชะลอราคา” มากกว่าการบริหารเชิงโครงสร้าง
ผลที่ตามมาคือ เกิดภาวะ “น้ำมันมีพอ แต่หน้าปั๊มขาด” จากพฤติกรรมแย่งซื้อในระบบที่ราคาบิดเบี้ยว
- ทางออกที่ถูกตั้งคำถาม
สำหรับข้อเสนอ คือ รัฐต้องทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศมีสต็อกต้นทุนต่ำ เมื่อซื้อน้ำมันราคาถูกมาแล้ว ประชาชนก็ควรได้ใช้ราคาถูกนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกราคาอิงตลาดโลกมาซ้อนทับ จนทำให้ต้นทุนสูงเกินจริง
นอกจากนี้ขอเสนอให้
- ปรับลดภาษีและเงินเข้ากองทุนฯในช่วงวิกฤต
- เพิ่มบทบาทงบประมาณรัฐในการดูแลราคา
- เร่งผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล
“สถานการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลกระทบจากสงครามพลังงานโลก แต่เป็นบททดสอบ ของระบบบริหารพลังงานไทย ว่าจะเลือกให้ใครเป็นผู้รับภาระ ระหว่างประชาชน หรือโครงสร้างที่ต้องปฏิรูป” ดร.อัทธ์ กล่าว






