ควักเพิ่มสมทบประกันสังคม-เงินฝืดกดกำลังซื้อ ตัวเร่ง SMEs ปิดตัว

14 ม.ค. 2569 | 06:23 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ม.ค. 2569 | 06:24 น.

สภาอุตฯชี้ปรับเพดานสมทบประกันสังคมสูงสุด 875 บาท ต่อเดือน เพิ่มภาระผู้ประกอบการ ขณะเงินเฟ้อติดลบยาวนานและกำลังซื้ออ่อนแรง ทำ SMEs เสี่ยงเลิกจ้าง

KEY

POINTS

  • การปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบประกันสังคมสร้างภาระต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs
  • ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ทำให้ภาคธุรกิจไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย
  • ปัจจัยลบทั้งสองด้านกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs อาจตัดสินใจลดการจ้างงานหรือเสี่ยงปิดกิจการมากขึ้น

การปรับเพดานค่าจ้างสำหรับคำนวณเงินสมทบประกันสังคมจากเดิมสูงสุด 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือนในปี 2569 แม้ยังคงอัตรา 5% ของค่าจ้างและใช้แนวทางปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เพื่อลดแรงกระแทก แต่ก็สร้างภาระต้นทุนเพิ่มเติมให้ภาคธุรกิจ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การปรับเพิ่มเงินสมทบในช่วงสภาพเศรษฐกิจฝืดเคือง เป็นเรื่องที่อาจไม่เหมาะสมในเวลานี้ การปรับเพิ่มดังกล่าวจะเป็นการเพิ่มต้นทุนหรือภาระให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้ประกัน ในสภาวะที่สภาพเศรษฐกิจยังไม่คล่องตัว ขณะที่กำลังซื้อก็ไม่สู้ดี คำถามคือการดำเนินการดังกล่าวในช่วงเวลานี้น่าจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมหรือไม่

โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) พบว่าการปรับขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสทำได้ยาก แตกต่างจากบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้สูง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์หรืออิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ทั้งนี้ ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นตัวเร่งให้ผู้ประกอบการตัดสินใจลดการจ้างงานหรือตัดสินใจเลิกจ้างงานได้ง่ายขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่งสินค้าที่ผลิตและทำตลาดในประเทศ ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงกับสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาในไทยยิ่งทำให้ผู้ประกอบการที่คิดจะเลิกจ้างตัดสินใจง่ายขึ้น

ควักเพิ่มสมทบประกันสังคม-เงินฝืดกดกำลังซื้อ ตัวเร่ง SMEs ปิดตัว

ด้านราคาพลังงานที่ราคาน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลปรับตัวลดลง ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะช่วยลดต้นทุนขนส่งและโลจิสติกส์ให้ผู้ประกอบการและยังส่งผลให้ขีดความสามารถแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นได้จากต้นทุนที่ลดลง ส่วนค่าไฟฟ้าในระยะข้างหน้าก็อาจมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน

ส่วนกรณีเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 9 เดือน นายเกรียงไกรมองว่า เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาจากหลายมุมมอง โดยทั่วไปเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องหลายเดือนสามารถสันนิษฐานว่าเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่ของไทยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบ ทั้งราคาน้ำมัน ค่าอาหาร ค่าครองชีพ ซึ่งยังอยู่ในระดับที่ดี

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยชี้แจงว่า ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เพียงแต่เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานาน ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักมองว่าอาจเข้าภาวะเงินฝืด แต่ต้องพิจารณากำลังซื้อและสภาพคล่องในตลาด

“สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญมากกว่า ภาวะเงินฝืดขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมีกำลังซื้อหรือไม่ หากไม่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจ เม็ดเงินในตลาดจะลดลง”

สำหรับในมิติของภาคอุตสาหกรรม เงินเฟ้อติดลบไม่ได้หมายถึงกำลังผลิตลดลงเสมอไป ดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยลดลงจากการนำเข้าสินค้าทดแทน ซึ่งแม้ว่ายอดส่งออกไปสหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ไทยนำเข้าจากจีนก็เพิ่มขึ้นทำให้ MPI ไม่ขยับตาม”

นายเกรียงไกรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันความผิดปกติของภาวะเงินเฟ้อสะท้อนกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งในความเป็นจริงประชาชนกังวลมากกว่าเรื่องเงินเฟ้อติดลบ หรือเงินฝืด เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย สิ่งนี้สำคัญกว่าการติดตามตัวเลขเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว

โดยสรุป การปรับเพดานเงินสมทบสูงสุดเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการและแรงงาน แต่ในเชิงบวก การปรับลดราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าชั่วคราว ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมไทย แม้จะไม่เพียงพอในการชดเชยภาระทั้งหมดก็ตาม

สำหรับ SMEs การปรับต้นทุนนี้เป็นปัญหาเชิงกลยุทธ์สูงสุด เนื่องจากบริษัทขนาดเล็ก-กลางมีข้อจำกัดด้านกำลังเงินและการบริหารจัดการภาระค่าใช้จ่าย การพิจารณาเงินเฟ้อ กำลังซื้อ และราคาพลังงานร่วมกัน จึงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถในการอยู่รอดและแข่งขันในตลาดทั้งภายในประเทศและตลาดส่งออก