thansettakij
thansettakij
‘อนุทิน’ ถกพลังงาน แถลงคลอดโครงการลดค่าไฟฟ้า ลดค่าครองชีพ วันนี้

‘อนุทิน’ ถกพลังงาน แถลงคลอดโครงการลดค่าไฟฟ้า ลดค่าครองชีพ วันนี้

23 ต.ค. 68 | 23:00 น.

นายกฯ ‘อนุทิน’ หารือกับ ‘อรรถพล’ รมว.พลังงาน เช้าวันนี้ เตรียมคลอดมาตรการพลังงาน พร้อมแถลงรายละเอียด โครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟฟ้า ลดค่าครองชีพให้กับประชาชน 3 โครงการ

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน เตรียมประชุมร่วมกับ รมว.พลังงาน เกี่ยวกับมาตรการลดค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพให้ประชาชน ก่อนแถลงโครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน
  • เบื้องต้นคาดว่า รัฐบาลเตรียมผลักดัน 3 โครงการหลัก ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มชุมชน, โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน
  • โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนจะช่วยลดค่าไฟให้ครัวเรือน 80 สตางค์ต่อหน่วย และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท

วันนี้ (24 ตุลาคม 2568) ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.00 น. มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะเดินทางเข้าพบหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับ โครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน โดยภายหลังหารือนายกรัฐมนตรี จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาลในการผลักดันโครงการไฟฟ้าชุมชนต่อไป

สำหรับการจัดทำ โครงการไฟฟ้าชุมชน ลดค่าไฟให้ประชาชน นั้น ที่ผ่านมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งล่าสุด ได้เห็นชอบการดำเนินมาตรการด้านพลังงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงพลังงาน 

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนหน้านี้ว่า มาตรการด้านพลังงานที่รัฐบาลจะผลักดันออกมาได้ในปี 2568 นี้ทันที มีอยู่ 3 โครงการหลัก คือ โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โครงการโซลาร์เพื่อการเกษตร และการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี โดยทั้ง 3 โครงการหลักนี้ คาดว่า จะนำเข้ามาให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้เร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับมาตรการการสร้างรายได้ลดรายจ่ายด้านพลังงาน เพื่อลดค่าครองชีพค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนทั้ง 3 โครงการ มีรายละเอียดเบื้องต้น ดังนี้

1.โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน

กำหนดกลุ่มเป้าหมายคือชุมชนในพื้นที่ที่มีศักยภาพ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ไปจนถึงการเปิดรับซื้อจนครบเป้าหมายที่ 1,500 เมกะวัตต์ โดยเอกชนผู้พัฒนาโครงการจะรับผิดชอบตั้งแต่การลงทุนติดตั้งระบบและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับโรงไฟฟ้าตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุดโครงการ โดยร่วมมือกับชุมชนพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับพัฒนาโครงการ และครัวเรือนที่อยู่ในชุมชนพื้นที่โครงการจะได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย 

ขณะเดียวกันชุมชนจะได้รับการแบ่งปันผลประโยชน์ในด้านการพัฒนาหรือสวัสดิการของชุมชน เช่น การสาธารณสุข การสาธารณูปโภค และการศึกษา จากเอกชนผู้พัฒนาโครงการ ซึ่งหน่วยคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากโครงการจะเป็นกรรมสิทธิ์ของภาครัฐ

คาดว่า ครัวเรือนในชุมชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับส่วนลดค่าไฟฟ้า 80 สตางค์ต่อหน่วย เกิดเงินลงทุนภาคเอกชนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน 1,785คน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนทดแทนไฟฟ้าจากระบบจำหน่าย 0.976 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อปี

2.โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร

เป็นโครงการที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายอันเกิดจากต้นทุนค่าไฟฟ้าหรือน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ใช้สำหรับการจัดหาน้ำเพื่อเกษตรกรรม สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ รวมถึงช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายลดลง และจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์

กำหนดกลุ่มเป้าหมายภายใต้่พื้นที่ที่มีศักยภาพรวม 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 700,000 ไร่ วงเงินงบประมาณรวม 12,496 ล้านบาท โดยขอรับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน แบ่งเป็นระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 ระยะ 50 ระบบ (ดำเนินการทันที) วงเงินงบประมาณรวม 536 ล้านบาท พื้นที่เกษตรที่เสี่ยงภัยแล้งมาก 15,225 ไร่ ครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ 1,315 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด คาดว่า จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 3.5 เมกะวัตต์ เกษตรกรประหยัดค่าไฟจากการสูบน้ำ 23.5 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 1,500 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรเพาะปลูกพืชได้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) มากขึ้น 

รวมทั้งสามารถทำการเกษตรในฤดูแล้งโดยปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น พืชผัก ถั่ว เป็นต้น มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 66.14 ล้านบาท/ปี หรือประมาณ 4,300 บาท/ไร่/ปี ส่งผลให้ภาพรวมเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายลดลงและรายได้เพิ่มขึ้น 5,800 บาท/ไร่/ปี และเกิดการจ้างงานจากงานก่อสร้างระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ 600 คน

ระยะที่ 2 ระยะขยายผลเพิ่มเติมจำนวน 1,150 ระบบ วงเงินงบประมาณรวม 11,960 ล้านบาท ประกอบด้วย ระยะ 450 โครงการ ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ 2569 วงเงินงบประมาณ 4,680 ล้านบาท ระยะ 700 ระบบ ระยะเวลาดำเนินการปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2571 วงเงินงบประมาณ 7,280 ล้านบาท 

คาดว่า จะช่วยให้พื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งมากได้รับประโยชน์มากกว่า 700,000 ไร่ จำนวนครัวเรือนได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยกว่า 23,000 ครัวเรือน ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 84 เมกะวัตต์ ปริมาณน้ำเพื่อการเกษตร 405 ล้านล้านลูกบาตเมตรต่อปี

อย่างไรก็ตามยังมีการประเมินผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งสองระยะ  คือช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 63,875 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี เกิดผลประโยชน์ด้านการเกษตรรวม 12,100 ล้านบาท/ปี และเกิดการจ้างงานจากงานก่อสร้างระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์ 13,800 คน

3. การส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัยด้วยมาตรการทางภาษี

เป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าและลดการใช้พลังงานให้กับประชาชนในกลุ่มบ้านอยู่อาศัย เพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนติดตั้งระบบด้วยการเร่งให้เกิดความคุ้มค่า และมีระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นผ่านการใช้มาตรการภาษี รวมถึงทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น  

กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ บ้านอยู่อาศัย (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 (เฉพาะบ้านอยู่อาศัย)) จำนวน 90,000 ครัวเรือน และเป็นผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (1) - 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีระยะเวลาดำเนินการประมาณ 3 ปี 

โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดทำหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในกลุ่มบ้านอยู่อาศัยติดตั้งระบบ Solar Rooftop ที่เป็นระบบเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าและเป็นการติดตั้งใหม่ ในขนาดกำลังการผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 กิโลวัตต์สูงสุดต่อหลัง 

ทั้งนี้สามารถนำเงินลงทุนมาลดหย่อนภาษีได้ในวงเงินสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยจะใช้สิทธิ์ได้ต่อเมื่อทำการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว

กระทรวงพลังงาน ประเมินว่า การดำเนินโครงการนี้จะทำให้การไฟฟ้าสูญเสียรายได้จากการขายไฟฟ้าประมาณ 2,466.24 ล้านบาท และภาครัฐสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษี 2,700 ล้านบาท แต่จะมีผลประโยชน์คือเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากการลงทุนประมาณ 20,250 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ 450 คน