
บพท. ชงอัดงบสวัสดิการตรงลงชุมชน อุดรูรั่ว-อุ้ม 5 ล้านคน แก้จนระดับครัวเรือน
บพท. เปิดงบสวัสดิการรัฐเสี่ยงรั่วปีละหมื่นล้าน เสนอจัดสรรตรงลงชุมชนดูแล 5 ล้านคน พร้อมดัน 3 กรอบปรับฐานครัวเรือน ตั้ง Community Holding Company ทุนหมุนเวียน 1,000 ล้าน สู้ทุนใหญ่คุมตลาด
KEY
POINTS
- บพท. เสนอแนวคิดจัดสรรงบสวัสดิการที่รั่วไหลปีละหมื่นล้านบาทส่งตรงถึงชุมชน เพื่อแก้ปัญหาความยากจนระดับครัวเรือนและช่วยเหลือประชาชน 5 ล้านคน
- วางกรอบการทำงาน 3 ขั้นตอนเพื่อยกระดับครัวเรือน ประกอบด้วย การสร้างความมั่นคงด้านปัจจัย 4, การเพิ่มทักษะสร้างรายได้ และการสร้างความรู้ทางการเงิน
- ใช้กลไกความร่วมมือในพื้นที่ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ดูแลปัจจัยพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยช่วยยกระดับทักษะ โดยมี บพท. เป็นแกนกลางสนับสนุนการลงทุน
- นำแนวคิด Open Data มาใช้เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน พร้อมผลักดันมาตรการคุ้มครองตลาดชุมชนจากทุนใหญ่ เพื่อปกป้องผู้ประกอบการรายย่อย
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการกองทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและการกระจายรายได้ในประเทศไทยว่า นโยบายและมาตรการสวัสดิการภาครัฐในปัจจุบันยังมีงบประมาณที่สูญเสียระหว่างกระบวนการสูงถึงหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาจัดสรรโดยตรงสู่ชุมชนจะสามารถดูแลประชาชนได้มากถึง 5 ล้านคน
ขณะเดียวกันสวัสดิการและการชดเชยภัยพิบัติต่าง ๆ มักเป็นเพียงการช่วยเหลือรายเฟสที่ไม่สามารถยกระดับขีดความสามารถ ศักยภาพ หรือสร้างจิตสำนึกในการพึ่งพาตนเองของคนในชุมชนได้อย่างแท้จริง
ชงดัน Open Data เช็คกลไกการเรียนรู้ของชุมชน
ดร.กิตติ กล่าวว่า แม้ในอดีตจะมีกลไกอย่างกองทุนหมู่บ้าน กลุ่มอาชีพ หรือกลุ่มออมทรัพย์ แต่มาตรการเหล่านั้นยังเข้าถึงเพียงระดับกลุ่มหรือชุมชน โดยยังไม่สามารถเจาะลึกถึงโครงสร้างระดับครัวเรือนซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด ทั้งในมิติด้านรายได้และทักษะการสร้างอาชีพ
ดังนั้น บพท. จึงนำแนวคิดการเปิดเผยข้อมูล (Open Data) เข้ามาเสริมพลัง (Empowerment) เพื่อย้อนกลับมาสู่กลไกการเรียนรู้ของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทสังคมไทยที่มีเรื่องระบบอุปถัมภ์และการเชื่อมโยงทางสังคม (Social Connecting Direction)
วาง 3 ขั้นขับเคลื่อนฐานทางสังคม
ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนฐานทางสังคม (Social Mobility) ในระดับครัวเรือน บพท. ได้วางกรอบแนวคิด 3 ขั้นตอนสำคัญ ประกอบด้วย
1.การปรับฐานปัจจัย 4 (Facility / Baseline Adjustment) สร้างความมั่นคงในปัจจัยพื้นฐานซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนมิติอื่นๆ
2.การเติมทักษะสร้างรายได้ (Income-Generating Skills) โดยมุ่งเน้นการสร้างทักษะที่สามารถสร้างรายได้ได้หลากหลายทาง แทนการยึดติดกับกรอบอาชีพแบบเดิมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
3.การสร้างความฉลาดทางการเงิน (Financial Literacy & Management) ปลูกฝังวินัยและความตระหนักรู้ทางการเงินเพื่อป้องกันการบริโภคเกินตัวเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดึง อปท.-มหาวิทยาลัย ยกระดับชุมชน
ดร.กิตติ ระบุว่า การดำเนินงานในระดับพื้นที่ บพท.สนับสนุนให้ใช้ 2 กลไกหลัก ในการขับเคลื่อน ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่ดูแลการปรับฐานปัจจัยพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ร่วมกับภาคีพัฒนา เพื่อทำหน้าที่ยกระดับและเติมทักษะสร้างรายได้ โดยมี บพท. เป็นแกนกลางในการสนับสนุนกลไกการเงินและการลงทุน ผ่านการจัดตั้ง วิสาหกิจโดยแนวคิดนี้จะสนับสนุนให้ชุมชนถือหุ้น (Community Holding Company)
เบื้องต้นจะใช้ทุนหมุนเวียนประมาณ 500 – 1,000 ล้านบาท ต่างจากภาคเอกชนที่ต้องใช้เงินระดับหมื่นล้านบาท เพื่อสร้างระบบการเงินและการลงทุนที่เป็นของชุมชนเองอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ในมิติการคุ้มครองและพัฒนาตลาด ภาครัฐจำเป็นต้องใช้มาตรการและกฎหมายคุ้มครอง ตลาดชุมชน ไม่ให้ทุนใหญ่เข้ามาครอบงำ เพื่อปกป้องกลุ่มธุรกิจรายเล็กและ SMEs ในประเทศที่มีมากกว่า 3.3 ล้านกลุ่ม ซึ่งประมาณ 70–80% เป็นธุรกิจรายย่อยที่ใช้อัตลักษณ์และทรัพยากรพื้นถิ่นในการสร้างรายได้และจ้างงานในชุมชน
อย่างก็ตาม บพท. ได้ผลักดันโครงการคลัสเตอร์ Social Integrated Enterprise (SIE) ซึ่งเป็นการบูรณาการงานวิชาการสู่งานเชิงพาณิชย์ ร่วมมือกับกระทรวงต่าง ๆ เพื่อดูแลตั้งแต่ต้นทาง คือการปลูกและการผลิต กลางทาง ในส่วนของมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงปลายทางการเชื่อมโยงตลาดใหญ่และตลาดใหม่ช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างเบ็ดเสร็จและยั่งยืน







