thansettakij
thansettakij
สคส. ส่งหนังสือแก้ข่าวคำวินิจฉัยกรณี OneDrive ย้ำข้อมูลส่วนบุคคลบนคลาวด์ยังได้รับความคุ้มครอง

สคส. ส่งหนังสือแก้ข่าวคำวินิจฉัยกรณี OneDrive ย้ำข้อมูลส่วนบุคคลบนคลาวด์ยังได้รับความคุ้มครอง

05 พ.ย. 69 | 09:41 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 09:41 น.

สคส. ทำหนังสือถึงฐานเศรษฐกิจ ขอให้แก้ไขข้อความในบทความเรื่องคำวินิจฉัยกรณีบริษัทเข้าถึง OneDrive ของอดีตพนักงาน ระบุว่าเนื้อหาอาจไม่ครบถ้วนและอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด ยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บบนคลาวด์ยังได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ขีดเส้นแก้ไขภายใน 15 วัน

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC มีหนังสือลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ถึง บริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เรื่อง "ขอให้แก้ไขข้อมูลข่าวที่คลาดเคลื่อน" โดยอ้างถึงบทความ "คำวินิจฉัย PDPC กรณี OneDrive สะเทือนความเชื่อมั่น Data Center ไทย?" ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจและเพจเฟซบุ๊ก "ฐานเศรษฐกิจ" เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569

หนังสือดังกล่าวลงนามโดย พันตำรวจเอก ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขอให้ฐานเศรษฐกิจแก้ไขข้อความให้ถูกต้องครบถ้วนภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ

บทความดังกล่าวเผยแพร่ในคอลัมน์ Neotech Forums หยิบยกคำสั่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ 82/2569 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 กรณีบริษัทแห่งหนึ่งเข้าถึงพื้นที่จัดเก็บข้อมูล OneDrive ส่วนตัวของอดีตพนักงาน และส่งต่อไฟล์ให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคล

บทความระบุว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเห็นว่า OneDrive เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงมีคำสั่งยุติเรื่องร้องเรียน เนื่องจากเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย PDPA

สคส. ชี้เนื้อหา "อาจไม่ครบถ้วน"

หนังสือระบุว่า สคส. ในฐานะหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการ ผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ระบุว่า จากเนื้อหาการนำเสนอข่าว ดังกล่าวข้างต้น มีการเสนอประเด็นของคำสั่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่อาจไม่ครบถ้วนและอาจจะทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญวินิจฉัยว่า OneDrive เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ

เนื่องจากข้อเท็จจริง ตามประเด็นของคำสั่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ดังกล่าว ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บในระบบ Cloud หากข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลส่วนบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการพิจารณาถึงการกระทำความผิดต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นรายกรณีไป

ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเนื้อหาของข่าวดังกล่าวข้างต้น จึงอาจมีเนื้อหาไม่ครบถ้วน ตามคำสั่งที่ 82/2569 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2569 อันอาจทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนและสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

สคส. ขอให้แก้ไขข้อความเดิมที่ระบุว่า

"OneDrive เป็นระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 จึงมีคำสั่งยุติเรื่องร้องเรียน เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย PDPA"

เป็นข้อความว่า

"ระบบจัดเก็บข้อมูลคลาวด์ (OneDrive) เป็นเพียงช่องทางหรือเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลเท่านั้น ไม่เข้าลักษณะเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูส่สวนบุคคล พ.ศ. 2562 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้องเรียนได้เข้าถึงระบบจัดเก็บข้อมูลคลาวด์ (OneDrive) ส่วนตัวของ ผู้ร้องเรียนโดยมิได้รับอนุญาตจากผู้ร้องเรียน เรื่องร้องเรียนจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูล ส่วนบุคคล พ.ศ.2562 จึงมีคำสั่งยุติเรื่องร้องเรียน" ทั้งนี้ ขอให้ดำเนินการภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้

สคส. ย้ำพร้อมรับการตรวจสอบจากสาธารณะ

ในช่วงท้ายของหนังสือ สคส. ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีความตระหนักดีว่า หน่วยงานบังคับใช้ กฎหมายเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งสามารถถูกตรวจสอบได้จากภาคประชาชนและองค์กรสาธารณะที่ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือแสดงความเห็นด้วยความสุจริตใจ ติชม ด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป อันมีใช่ เป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน มีเจตนาแฝง ซ่อนเร้นด้วยผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยประการอื่น หากสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลละเลยไม่ดำเนินการอย่างใด ๆ ย่อมจะกระทบต่อความเชื่อมั่น ที่สาธารณชนหรือประชาชนที่สุจริตได้มีการให้ข้อมูลเบาะแส ติชม ตามทำนองคลองธรรมของระเบียบกฎหมาย ตลอดจนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้