
ส.อ.ท.ชี้ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ ไม่เปลี่ยนเกมการค้า ทรัมป์ยังใช้มาตรา 301-232 กดดันคู่ค้า
เลือกตั้งสหรัฐฯ เปลี่ยนแค่ดุลอำนาจ ส.อ.ท. เตือนไทยอย่าหวังสงครามการค้าจบ เร่งลดต้นทุนรับแรงกระแทก ระบุทรัมป์ยังใช้มาตรา 301-232 กดดันคู่ค้า
KEY
POINTS
- ส.อ.ท. ประเมินว่าผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ จะไม่เปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแนวทาง "America First" ที่มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศยังได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค
- ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงมีอำนาจฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายการค้า โดยสามารถใช้กฎหมายการค้ามาตรา 301 และ 232 เพื่อออกมาตรการภาษีและกีดกันทางการค้าได้โดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส
- แม้พรรคเดโมแครตจะมีเสียงข้างมากในสภาและเพิ่มกลไกการตรวจสอบรัฐบาล แต่คาดว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในวิธีการดำเนินนโยบายมากกว่าทิศทางหลัก ซึ่งสหรัฐฯ จะยังคงใช้มาตรการกดดันคู่ค้าต่อไป
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ“ ถึงประด็นเรื่องผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ว่า การที่พรรคเดโมแครตชนะเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ทำให้เกิดการเพิ่มกลไกตรวจสอบและอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างฉับพลัน แต่ยังไม่ควรตีความว่ามาตรการภาษี สงครามการค้า หรือความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะคลี่คลายลงทันที
ทั้งนี้ เมื่อรัฐสภาชุดใหม่เริ่มทำหน้าที่ในต้นปี 2570 สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ภายใต้การนำของคนละพรรค หรือ Divided Government ทำให้การออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และการดำเนินนโยบายที่ต้องผ่านสภาคองเกรสเผชิญการตรวจสอบมากขึ้น
ทรัมป์ยังมีอำนาจบริหารการค้า-ต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังมีอำนาจฝ่ายบริหารด้านการค้า การต่างประเทศ และการทหารอยู่ในระดับสูง โดยยังสามารถออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Orders) เพื่อกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ขอบเขตของกฎหมายที่มีอยู่
รวมถึงใช้อำนาจตามกฎหมายการค้าที่สภาคองเกรสมอบหมายในการปรับมาตรการภาษีนำเข้า ดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และเจรจาข้อตกลงกับประเทศคู่ค้า ตลอดจนกำหนดท่าทีด้านการต่างประเทศและความมั่นคงได้
ในด้านการค้า ส.อ.ท. ประเมินว่า สหรัฐฯ จะยังคงดำเนินนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศเป็นอันดับแรก (America First) โดยเฉพาะการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ การดึงดูดการลงทุนกลับสู่สหรัฐฯ และการลดการพึ่งพาสินค้าและวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากแนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง ดังนั้น แม้ผลการเลือกตั้งจะทำให้พรรคเดโมแครตมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลมากขึ้น แต่ทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
ซึ่งความแตกต่างจะอยู่ที่วิธีดำเนินนโยบาย มาตรการทางการค้าที่นำมาใช้ และความเข้มงวดในการตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลมากกว่า โดยเฉพาะมาตรา 301 และมาตรา 232 ซึ่งมีกฎหมายรองรับให้ฝ่ายบริหารดำเนินมาตรการทางการค้าได้โดยไม่ต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสเป็นรายกรณี โดยปัจจุบันสหรัฐฯ ได้บังคับใช้มาตรการภาษีเพิ่มเติมภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 จากประเด็นการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ (Forced labor)
ขณะที่มาตรา 232 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ มีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าหลายประเภท เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงบางประเภท รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ในอัตรา 10–50% ตลอดจนรถยนต์และชิ้นส่วนบางรายการในอัตรา 15–25% โดยขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและเงื่อนไขที่กำหนด
นอกจากนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งครอบคลุมประเทศไทยและประเทศคู่ค้าสำคัญรวม 16 เขตเศรษฐกิจ และอาจนำไปสู่มาตรการทางการค้าเพิ่มเติมในอนาคต ดังนั้น แม้รัฐสภาชุดใหม่จะมีอำนาจตรวจสอบ เสนอแก้ไขกฎหมาย หรือกำหนดเงื่อนไขด้านงบประมาณ แต่การเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดจากอำนาจของประธานาธิบดี ทำให้ทรัมป์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
ขณะเดียวกันสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจอาจเปิดโอกาสให้ไทยได้รับการลงทุนจากการย้ายฐานการผลิต แต่ก็มาพร้อมการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า การสวมสิทธิ์ และการส่งผ่านสินค้าจากประเทศที่สามที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่มาตรฐานด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อมมีแนวโน้มกลายเป็นเงื่อนไขทางการค้าที่สำคัญมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความสามารถในการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ
แนวทางปรับตัวผู้ประกอบการไทย
ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกและมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น รวมถึงเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากล เพื่อรักษาตลาดส่งออกและลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ โดยมีแนวทางสำคัญ ประกอบด้วย
- การกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกหรือแหล่งวัตถุดิบจากประเทศใดประเทศหนึ่ง โดยแสวงหาตลาดและแหล่งจัดหาวัตถุดิบใหม่ รวมถึงใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากมาตรการกีดกันทางการค้าและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
- ยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับและมาตรฐานการผลิต พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลแหล่งกำเนิดวัตถุดิบ สัดส่วนการผลิตภายในประเทศ และกระบวนการผลิตให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พร้อมยกระดับการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าและข้อกำหนดทางการค้าของประเทศคู่ค้า
- บริหารต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวน วางแผนบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และการจัดหาวัตถุดิบอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- สร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่งเสริมการลงทุนด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย ลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา และบริหารต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบทางการค้าที่สูงขึ้น
“ผลเลือกตั้งเปลี่ยนดุลการตรวจสอบในสหรัฐฯ แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนทิศทางนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก ไทยจึงไม่ควรรอให้การเมืองสหรัฐฯ ลดความเสี่ยงให้ แต่ต้องเร่งกระจายตลาด ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และลดต้นทุนพลังงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน”







