thansettakij
thansettakij
ไทยขาดดุลจีน 9 เดือนพุ่ง 2.43 ล้านล้าน จับตาอนาคตทะลุ 3 ล้านล้าน

ไทยขาดดุลการค้าจีน 9 เดือนพุ่ง 2.43 ล้านล้าน จับตาอนาคตทะลุ 3 ล้านล้าน

05 พ.ย. 69 | 09:26 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 09:30 น.

ไทยขาดดุลการค้าจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9 เดือนแรกปี 2569 พุ่ง 2.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% ผู้เชี่ยวชาญเตือนปีหน้าเสี่ยงทะลุ 2.7 ล้านล้านบาท ก่อนแตะ 3 ล้านล้านบาทในไม่กี่ปีข้างหน้า ชี้สินค้าจีนทะลักบีบ SME ไทย แนะรัฐเร่งวางกติกาการค้า ดึงทุนจีนเชื่อมโยงผู้ผลิตไทย

KEY

POINTS

  • ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ไทยขาดดุลการค้าจีนสูงถึง 2.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน และมีการคาดการณ์ว่าอาจทะลุ 3 ล้านล้านบาทในอนาคต
  • สาเหตุหลักมาจากการทะลักของสินค้าจีนราคาถูก โดยเฉพาะสินค้าสำเร็จรูปและสินค้าอุตสาหกรรม ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ และข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน
  • ผลกระทบสำคัญคือผู้ประกอบการ SME ไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ ทำให้บางส่วนต้องปิดกิจการหรือเปลี่ยนจากการเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้น

การขาดดุลการค้าของไทยต่อจีนกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไม่อาจมองข้าม หลังตัวเลขการค้าในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค.-ก.ย.) ไทยขาดดุลสูงถึง 2.43 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดดุล 1.59 ล้านล้านบาท สะท้อนความไม่สมดุลทางการค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงต่อภาคการผลิตภายในประเทศที่กำลังเผชิญการแข่งขันจากสินค้าจีนรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า คาดการณ์ว่าปี 2569 ไทยจะขาดดุลการค้ากับจีนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ถือเป็นระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ย้อนหลัง 12 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งขณะนั้นไทยขาดดุลประมาณ 445,100 ล้านบาท เท่ากับว่ามูลค่าการขาดดุลเพิ่มขึ้นกว่า 400% สะท้อนปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เมื่อพิจารณาโครงสร้างการนำเข้า พบว่าไทยนำเข้าสินค้าจากจีน 1,187 รายการ มูลค่ารวม 108,509 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือ 3.52 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 39% โดยเป็นสินค้าอุตสาหกรรม 86% และสินค้าเกษตร 14% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน 5 อันดับแรก ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน

ไทยขาดดุลการค้าจีน 9 เดือนพุ่ง 2.43 ล้านล้าน จับตาอนาคตทะลุ 3 ล้านล้าน

ทั้งนี้ สินค้าอุตสาหกรรมที่นำเข้ามาสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่ สินค้าทุน เช่น เครื่องจักรและเครื่องมือ มีสัดส่วนประมาณ 10% วัตถุดิบขั้นกลาง เช่น ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆ มีสัดส่วนสูงถึง 52% และสินค้าสำเร็จรูป (Final Product) เช่น โทรศัพท์มือถือ ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 38%

ดร.อัทธ์ ระบุว่า การนำเข้าสินค้าทุนจากจีนอาจเป็นเรื่องที่ไทยต้องยอมรับ เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับจีนได้ ขณะที่สินค้าวัตถุดิบขั้นกลางเป็นกลุ่มที่ไทยควรเร่งพิจารณาว่ามีรายการใดสามารถพัฒนาขึ้นมาผลิตเองได้ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ชิปในรถยนต์ อุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ และชิ้นส่วนประกอบเครื่องจักร โดยอาจใช้โอกาสที่ทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทยเจรจาให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาผู้ประกอบการ SME ไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน

สินค้าสำเร็จรูปจีนทะลัก 3 ช่องทาง บีบ SME ไทย

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดคือสินค้าสำเร็จรูป เพราะแม้ไทยจะมีศักยภาพผลิตสินค้าได้หลายประเภท แต่กลับไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ผลิตจีนได้ ทำให้สินค้าจีนเข้ามาแย่งตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น โดยมี 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การนำเข้าผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน การเข้ามาของพ่อค้าจีนที่ทำธุรกิจนำเข้าสินค้าโดยตรง และการที่ผู้ประกอบการไทยบางส่วนเปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตมาเป็นผู้นำเข้า เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้

ปัจจัยที่เร่งให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ไทยมี 6 ประการ ได้แก่ ราคาสินค้าจีนที่ถูกกว่า การเติบโตของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนที่ทำให้สินค้าหลายรายการมีภาษีนำเข้าเป็นศูนย์ การใช้คลังสินค้าในเขตปลอดอากร (Free Zone) ในไทยที่ช่วยให้จัดส่งสินค้าออนไลน์ถึงผู้บริโภคได้ภายใน 1-2 วัน ระบบขนส่งทางรถไฟลาว-จีนที่ทำให้สินค้าจีนเข้าถึงตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของทุนจีน ทั้งจากฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเมื่อเข้ามาลงทุนก็ยังมีการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบจากประเทศต้นทาง

แม้ไทยจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าและเครื่องจักรราคาถูก แต่ผลเสียมีมากกว่าผลดี ทั้งการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศจากการขาดดุลการค้า ผู้ประกอบการ SME ไทยที่ทยอยปิดกิจการเพราะแข่งขันไม่ได้ และการที่ธุรกิจไทยไม่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากทุนจีนอย่างที่ควรจะเป็น

หากไม่มีมาตรการแก้ไขอย่างจริงจัง ดร.อัทธ์ ประเมินว่า ปี 2569 ไทยอาจขาดดุลการค้าจีนมากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ขาดดุลประมาณ 2.262 ล้านล้านบาท และปีหน้ามีโอกาสขยับขึ้นไปอยู่ที่ 2.6-2.7 ล้านล้านบาท ก่อนแตะระดับ 3 ล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยแนวโน้มการขาดดุลมีลักษณะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่การขยายตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป

เตือนไทยเสี่ยงถูกสหรัฐฯ บีบ เร่งวางกติกาการค้าใหม่

ในมิติการค้าระหว่างประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวยังอาจเพิ่มแรงกดดันจากสหรัฐฯ เนื่องจากช่วง 9 เดือนแรกปีเดียวกัน ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ถึง 1.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือผู้นำเข้าสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าเพื่อรับมือความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และการที่สหรัฐฯ ลดการนำเข้าสินค้าจากจีน ก่อนหันมานำเข้าจากประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไทยและเวียดนามมากขึ้น

จึงเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “งูกินหาง” เมื่อสหรัฐฯ ลดการนำเข้าจากจีน สินค้าจีนก็มีแนวโน้มไหลเข้ามาในตลาดอาเซียนและไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันไทยกลับส่งออกไปสหรัฐฯ และเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้สหรัฐฯ มีเหตุผลที่จะจับตาไทยเข้มข้นขึ้น ทั้งประเด็นสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment) และกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาการค้าต่างตอบแทน (ART) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ รวมถึงข้อจำกัดในการเจรจาเรื่องการเปิดตลาดสินค้าบางรายการ เช่น เนื้อสุกร

สำหรับแนวทางรับมือ ดร.อัทธ์ เสนอให้รัฐบาลปรับยุทธศาสตร์การค้ากับจีน โดยไม่ใช่การปิดกั้นการลงทุน แต่ต้องทำให้การเข้ามาของทุนจีนสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่าน 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดกติกา Local Content และ Supply Chain ให้บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนใช้ผู้ประกอบการ SME และวัตถุดิบไทยในห่วงโซ่การผลิตมากขึ้น ไม่ใช่นำเข้าทั้งเครื่องจักร วัตถุดิบ และแรงงานจากจีนทั้งหมด

การเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของจีน พร้อมกำหนดสัดส่วนสินค้าจากไทยและดูแลค่าธรรมเนียมไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการไทย รวมถึงการใช้มาตรการจำกัดเวลานำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ผักและกระเทียม ในช่วงที่ผลผลิตภายในประเทศออกสู่ตลาด โดยอาจชะลอการนำเข้าเป็นเวลา 3 เดือน ตามแนวทางที่อินโดนีเซียใช้

อีกมาตรการคือการยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า โดยเฉพาะมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ในกลุ่มเหล็ก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง โดยปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานเหล็กไทยอยู่ที่ประมาณ 30% หากลดลงไปแตะระดับ 25% จะเป็นสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยล่มสลาย และเปิดทางให้ทุนจีนเข้าครอบครองตลาดมากขึ้น

ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ประเทศไทยควรศึกษาบทเรียนจากอินเดีย ซึ่งเลือกไม่เข้าร่วมความตกลง RCEP และใช้มาตรการปกป้องเกษตรกรและ SME ภายในประเทศ ขณะที่เวียดนามก็มีมาตรการปกป้องอุตสาหกรรมบางประเภท เช่น การกำหนด Local Content ในอุตสาหกรรมเหล็ก

“โจทย์ของไทยไม่ใช่การหยุดนำเข้าจากจีน แต่ต้องทำให้การค้ากับจีนเกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หากทุนจีนเข้ามาลงทุนในไทย ต้องสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยให้ได้ ไม่เช่นนั้นไทยจะกลายเป็นเพียงตลาดรองรับสินค้าจีน ขณะที่ผู้ผลิตในประเทศอ่อนแอลงต่อเนื่อง” ดร.อัทธ์ กล่าว