thansettakij
thansettakij
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

อนุทิน เจอทรัมป์ เวทีอาเซียน-เอเปค แย้มภาษีไม่เกิน 19% จ่อเซ็น Joint Statement

05 พ.ย. 69 | 06:29 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 07:16 น.

นายกฯ อนุทิน เตรียมพบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ช่วงเดินทางร่วมเวทีอาเซียน-เอเปค แย้มภาษีไม่เกิน 19% ใกล้เคียงกับอัตราเดิม เตรียมลงนามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ไทย-สหรัฐฯ พร้อมหารือ USABC

KEY

POINTS

  • นายกฯ อนุทิน มีกำหนดการพบหารือกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและเอเปค
  • การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (RTA) ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีความคืบหน้า โดยคาดว่าอัตราภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 19%
  • รัฐบาลไทยและสหรัฐฯ เตรียมลงนามในแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวในอีก 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า
  • ไทยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่เคยตกลงไว้กับสหรัฐฯ ครบถ้วนแล้ว เพื่อขอรับการพิจารณาลดอัตราภาษีเป็นกรณีพิเศษ

5 พฤศจิกายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Reciprocal Trade Agreement) ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกามีความคืบหน้าอย่างมาก โดยคาดว่าอัตราภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 19% ใกล้เคียงกับอัตราเดิม ซึ่งรัฐบาลเตรียมลงนามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ระหว่างการประชุม ASEAN Summit และ APEC Summit ในอีก 1–2 สัปดาห์ข้างหน้า และใช้โอกาสดังกล่าวพบหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย

ส่วนกรณีผลการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ว่าจะกระทบต่ออัตราภาษีที่ไทยกำลังเจรจาอยู่หรือไม่ โดยระบุว่าฝ่ายไทยได้บรรลุข้อตกลงในสาระสำคัญและเงื่อนไขหลักกับฝ่ายสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่ทีมกฎหมายของทั้งสองฝ่ายตรวจพิจารณาร่างสัญญาหลักอย่างละเอียด ก่อนเดินหน้าสู่การลงนามอย่างเป็นทางการต่อไป

นายอนุทิน ระบุว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่เคยตกลงไว้กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครบถ้วนแล้ว ครอบคลุมทั้งการดำเนินการด้านกำลังทหาร การสร้างสันติภาพ และการกำจัดทุ่นระเบิด เพื่อขอรับการพิจารณาลดอัตราภาษีเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไทยใช้ประกอบการเจรจาอัตราภาษีกับสหรัฐฯ ในรอบนี้

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงาน กระทรวงการต่างประเทศของไทยและรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ระหว่างจัดทำร่าง Joint Statement ร่วมกัน โดยคาดว่าจะลงนามได้ในช่วงการประชุมยอดผู้นำอาเซียนและการประชุมเอเปค ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าร่วมทั้งสองเวที และตั้งเป้าใช้โอกาสดังกล่าวพบปะหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าในระหว่างที่การตรวจร่างสัญญาหลักทางกฎหมายยังไม่เสร็จสิ้น ประเทศไทยจะยังคงใช้อัตราภาษีปกติตามเดิมไปก่อน จนกว่าจะมีการลงนามในสัญญาหลักอย่างเป็นทางการ ทำให้อัตราภาษีใหม่ที่ไทยคาดว่าจะได้รับจะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทันทีแม้จะมีการลงนามใน Joint Statement แล้วก็ตาม

ถกสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน ดึงเชื่อมั่น

วันเดียวกัน นายอนุทินได้หารือกับนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา–อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยระบุว่าภาคธุรกิจและนักลงทุนสหรัฐฯ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมได้ขยายการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างฐานการผลิตใหม่ การขยายกิจการเดิม และการลงทุนในตลาดทุนไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าภาคเอกชนสหรัฐฯ ทุกภาคส่วนยืนยันตรงกันถึงความเชื่อมั่นในเสถียรภาพ ความพร้อม และศักยภาพของประเทศไทย พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ (Regulatory Requirements) ที่ล้าสมัยหรือไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจและการทำธุรกรรม

เมื่อถามถึงการสร้างความมั่นใจให้กลุ่มนักลงทุนรถยนต์และดาต้าเซ็นเตอร์ที่เข้ามาลงทุนในไทย นายอนุทินกล่าวว่ารัฐบาลพร้อมส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีขนาดการผลิตสูงและมีการจ้างงานแรงงานไทยจำนวนมาก ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

สำหรับแนวทางส่งเสริมธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) นายกรัฐมนตรีระบุว่ารัฐบาลมุ่งสร้างความมั่นคงให้กับการลงทุน ควบคู่กับการบริหารจัดการพลังงานอย่างสมดุลและเป็นธรรม โดยต้องมั่นใจว่ากระแสไฟฟ้าและพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศจะไม่ถูกดึงไปใช้ในธุรกิจ Data Center จนกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานหรือสร้างภาระให้กับประชาชนทั่วไป

 

นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

 

เปิดผลการหารือนายกฯ - USABC

ต่อมา นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยรายละเอียดว่า คณะนักธุรกิจจากสภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมด้วยผู้แทนบริษัทเอกชนสหรัฐฯ รวม 33 บริษัท เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี 

โดยมีผู้แทนภาคเอกชนจาก 7 กลุ่มสาขาธุรกิจเข้าร่วม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ สินค้าอุปโภคบริโภค คมนาคม โลจิสติกส์และพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม อุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร การท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน และสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับพัฒนาการของแต่ละอุตสาหกรรม ประเด็นที่ให้ความสำคัญ ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะนักธุรกิจสหรัฐฯ พร้อมแสดงความยินดีที่ได้ต้อนรับทุกคนสู่ประเทศไทย โดยระบุว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมาอย่างยาวนาน การหารือในครั้งนี้จึงเป็นอีกโอกาสสำคัญในการกระชับความเป็นหุ้นส่วนและแสวงหาสาขาความร่วมมือใหม่ ๆ

 

นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

 

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันประเทศไทยให้เป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2030 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037 โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุน ผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งมุ่งลดระยะเวลาการพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ลงได้สูงสุดร้อยละ 50 เพื่ออำนวยความสะดวกการลงทุนในประเทศไทย

ควบคู่กับโครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันสมัยและขยายโอกาสในการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ตลอดจนยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

ด้านการค้าและการลงทุน รัฐบาลมุ่งขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยและต่างประเทศเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยการเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) สามารถบรรลุข้อสรุปในสาระสำคัญแล้ว พร้อมหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) 

ทั้งนี้ ไทยยินดีส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐฯ ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงขยายความร่วมมือด้านเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า

นายกรัฐมนตรียืนยันว่า สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญและยั่งยืนของไทย โดยรัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด นำข้อเสนอแนะจากการหารือไปพิจารณาและผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมมอบหมายให้กระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามประเด็นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยประสานงานผ่าน USABC และ BOI เพื่อสนับสนุนการลงทุนและการขยายธุรกิจของบริษัทสหรัฐฯ ในประเทศไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

 

นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

 

สหรัฐฯ หนุนเจรจาภาษีไทย-สหรัฐ ฉลุย

ด้านนาย Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย และนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐฯ–อาเซียน (USABC) ย้ำถึงความสัมพันธ์อันยาวนานกว่า 200 ปีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดย USABC ได้นำคณะผู้แทนจากบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ ในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งผู้ผลิต นักลงทุน และผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือ 

ภาคเอกชนสหรัฐฯ เห็นถึงประโยชน์จากการหารือกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในการพบหารือ ณ นครนิวยอร์ก และการประชุม IMF - World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจได้รับทราบทิศทางนโยบายและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย โดยบริษัทบางแห่งมีแผนขยายการลงทุนในประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ USABC ยังสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ พร้อมนำเสนอแผนการดำเนินธุรกิจ ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ และข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
โอกาสนี้ ผู้แทนแต่ละกลุ่มธุรกิจได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อสนับสนุน ดังนี้

1. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับโรงงานรองรับทั้งยานยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี

2. กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมไทยในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและปราบปรามสินค้าปลอม พร้อมสนับสนุนการกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค

3. กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย โดยเสนอให้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ 

 

นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569

 

4. กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุมเทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ

5. กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรอาหาร โดยเสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์ ขยายโอกาสทางการค้าผ่าน FTA ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง

6. กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยเสนอให้พัฒนาการเชื่อมโยงเที่ยวบินระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมเมืองรอง ยกระดับระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อธุรกิจและการลงทุน

7. กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค ขยายการเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ รองรับสังคมสูงวัย และส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขไทย

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความต่อเนื่องของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับภาคธุรกิจสหรัฐฯ จากการพบหารือระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ตลอดจนการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings ที่ผ่านมา สู่การหารือร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ โดยรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน ดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ” นายเอกภพ กล่าว

 

นาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐอเมริกา – อาเซียน (USABC) และคณะนักธุรกิจบริษัทสมาชิก USABC เข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อหารือด้านการค้าและการลงทุน ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569