
เปิดเงื่อนไข 'รถเก่าแลกรถกระบะใหม่' อุดหนุน 4 หมื่น/คัน จดทะเบียนก่อนปี 55
กรมสรรพสามิตเสนอโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ ใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน 6,000 ล้านบาท เปิดคุณสมบัติผู้มีสิทธิ รถเก่า รถใหม่ ค่ายรถ ดีลเลอร์ และขั้นตอนเพิกถอน VIN ทำลายซาก เบิกจ่ายผ่านออมสิน
KEY
POINTS
- เปิดเงื่อนไขรายละเอียดโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" มอบเงินอุดหนุน 40,000 บาทต่อคัน จำกัดจำนวน 150,000 สิทธิ์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดมลพิษ
- รถยนต์เก่าที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่จดทะเบียนก่อนปี พ.ศ. 2555 มีชื่อเจ้าของตรงตามเล่มทะเบียน ปลอดภาระหนี้ และต้องถูกนำไปทำลายซากถาวร
- รถกระบะคันใหม่ต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศและผ่านมาตรฐานด้านมลพิษที่กำหนด เช่น ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 185 กรัม/กิโลเมตร
- เงินอุดหนุนจากรัฐจะใช้ร่วมกับส่วนลดเพิ่มเติมจากค่ายรถยนต์ (Co-Pay) เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักจากราคารถใหม่
กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ยื่นข้อเสนอโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" เพื่อขอใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานฯ พ.ศ. 2569 วงเงิน 6,000 ล้านบาท ดำเนินการทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570 โดยรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุนคันละ 40,000 บาท จำนวน 150,000 คัน ให้ประชาชนที่นำรถยนต์เก่าไปแลกซื้อรถกระบะใหม่ที่ผลิตในประเทศ เพื่อปลดระวางรถเก่าที่ก่อมลพิษออกจากระบบอย่างถาวรและกระตุ้นอุตสาหกรรมรถกระบะ
ข้อเสนอโครงการระบุว่า เงินสนับสนุนจากภาครัฐจะทำงานร่วมกับกลไกสมทบทุนจากภาคเอกชน (Co-Pay Mechanism) โดยผู้ผลิตยานยนต์ (OEMs) ที่เข้าร่วมต้องมอบส่วนลดหรือเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ตามหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เมื่อรวมสองส่วนแล้ว ประชาชนจะนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักลบราคารถใหม่ได้ทันที ลดภาระค่างวดและลดความเสี่ยงด้านมูลค่าหลักประกันของสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ โครงการจะดำเนินการควบคู่กับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ Soft Loan GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน ในส่วนสินเชื่อจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปล่อยผ่านสถาบันการเงินและ Non-Bank ที่เข้าร่วม อัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี สำหรับรถใหม่ประเภท BEV, PHEV, HEV และ FCEV ผู้ใช้สิทธิที่ซื้อรถกระบะประเภท xEV สามารถยื่นขอสินเชื่อนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ: บุคคลธรรมดา 1 คน 1 สิทธิ 1 คัน
โครงการกำหนดสิทธิรวมไม่เกิน 150,000 สิทธิ จำกัดเฉพาะบุคคลธรรมดา โดย 1 รายใช้สิทธิได้เพียง 1 ครั้งสำหรับรถ 1 คัน ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตอาจกำหนดหลักเกณฑ์จัดสรรสิทธิเพิ่มเติมตามความเหมาะสมให้สอดคล้องกับการใช้สิทธิจริง แต่จำนวนสิทธิรวมต้องไม่เกินกรอบที่กำหนด สำหรับผู้มีสิทธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีสัญชาติไทย
- อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ใช้สิทธิ
- มีชื่อเป็นเจ้าของรถตรงตามสมุดคู่มือจดทะเบียน
- มีคุณสมบัติและเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นที่กรมสรรพสามิตกำหนด
รถเก่าต้องจดทะเบียนก่อนปี 2555 ปลอดภาระหนี้ ภาษีครบ
รถยนต์เก่าที่นำมาแลกต้องจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ใน 3 ประเภท ได้แก่ รย.1 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน รย.2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และ รย.3 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ซึ่งต้องจดทะเบียนก่อนปี 2555 เท่านั้น ส่วนเงื่อนไขด้านสภาพและกรรมสิทธิ์ มีรายละเอียดดังนี้
- สภาพรถสมบูรณ์พอที่จะตรวจสอบหมายเลขเครื่องยนต์และหมายเลขตัวถัง (VIN) ให้ตรงกับสมุดคู่มือจดทะเบียนได้
- มีการจดทะเบียนและเสียภาษีในปีปัจจุบัน
- เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขอรับสิทธิโดยสมบูรณ์ ไม่ติดภาระผูกพันกับสถาบันการเงิน และไม่ถูกอายัดทางกฎหมาย
- ชำระภาษีรถยนต์ประจำปีครบถ้วน หรือต้องชำระให้ครบก่อนเข้าโครงการ
รถใหม่ต้องผลิตในไทย ปล่อย CO2 ไม่เกิน 185 กรัม/กม.
รถใหม่ที่ได้รับสิทธิต้องเป็นรถกระบะและอนุพันธ์กระบะ ซึ่งรวมถึงรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) ที่ผลิตในประเทศ โดยข้อเสนอให้เหตุผลว่าการจำกัดเฉพาะรถกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของไทย จะช่วยพยุงห่วงโซ่อุปทานและการจ้างงาน ขณะเดียวกันต้องผ่านเกณฑ์ด้านมลพิษและพลังงาน ดังนี้
- กรณีเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ต้องผ่านมาตรฐานไอเสียระดับยูโร 5 หรือยูโร 6
- ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไม่เกิน 185 กรัมต่อกิโลเมตร
- ระบบเชื้อเพลิงต้องรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเป็นเทคโนโลยี xEV
ค่ายรถต้องมีโรงงานในไทย ดีลเลอร์ต้องจด VAT
ด้านผู้ผลิตยานยนต์ที่ประสงค์เข้าร่วม ต้องเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิตตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิต มีโรงงานผลิตรถกระบะภายในประเทศ สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์โครงการ และเป็นไปตามเงื่อนไขอื่นที่กรมกำหนด โดย OEMs มีบทบาทผลิตรถกระบะที่ร่วมโครงการ แต่งตั้งหรือรับรองดีลเลอร์ และมีสิทธิรับเงินสนับสนุนเมื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน
ส่วนผู้แทนจำหน่าย (Dealer) ต้องจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร ไม่อยู่ระหว่างเลิกกิจการ ชำระบัญชี หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์และล้มละลาย ได้รับการแต่งตั้งหรือรับรองจาก OEMs และได้รับความเห็นชอบจากกรม ดีลเลอร์จะเป็นด่านหน้าในการขายรถ เป็นตัวแทนนำรถเก่าไปแจ้งเลิกใช้งาน เพิกถอน VIN และจดทะเบียนรถใหม่ให้ประชาชน
7 ขั้นตอนตั้งแต่แลกรถจนรับเงิน ออมสินจ่ายผ่านค่ายรถ
ข้อเสนอโครงการวางกิจกรรมและวิธีดำเนินงานไว้ 7 ขั้นตอน เริ่มจากประชาชนติดต่อซื้อรถกระบะใหม่ที่ดีลเลอร์ร่วมโครงการ พร้อมนำรถเก่าและสมุดคู่มือจดทะเบียนไปแสดง จากนั้นดีลเลอร์ตรวจสภาพรถเบื้องต้นเพื่อยืนยันหมายเลขตัวถัง ตรวจสอบสิทธิคงเหลือของโครงการ และเข้าสู่กระบวนการแจ้งเลิกใช้รถ
- ขั้นที่ 1 ซื้อรถใหม่: ประชาชนนำรถเก่าและสมุดคู่มือไปที่ดีลเลอร์ ดีลเลอร์ยืนยัน VIN และตรวจสิทธิคงเหลือ
- ขั้นที่ 2 แจ้งเลิกใช้รถ (VIN Cancellation): ดีลเลอร์นำเอกสารและแผ่นป้ายทะเบียนรถเก่าไปแจ้งเลิกใช้รถตลอดไป ณ กรมการขนส่งทางบก
- ขั้นที่ 3 ขนส่งซากเข้าโรงงาน: ดีลเลอร์ OEMs หรือประชาชน ขนส่งรถไปยังโรงงานกำจัดซากที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรอง
- ขั้นที่ 4 กำจัดซากและออกใบรับรอง: โรงงานบดย่อยและรีไซเคิลตามมาตรฐาน แล้วออกใบรับรองการทำลายซาก (CoD) ให้ผู้นำรถเข้าทำลาย
- ขั้นที่ 5 ขอรับเงินสนับสนุน: OEMs รวบรวมเอกสารการซื้อขายหรือใบเสร็จรถใหม่ เอกสารยกเลิก VIN จากกรมการขนส่งทางบก และเอกสารรายการจดทะเบียนรถใหม่ ยื่นผ่านระบบสารสนเทศ
- ขั้นที่ 6 เบิกจ่าย: ธนาคารออมสินจ่ายเงินให้ OEMs เมื่อคำขอผ่านการตรวจสอบจากระบบ พร้อมรายงานสิทธิที่ใช้และคงเหลือให้กรมสรรพสามิต
- ขั้นที่ 7 ติดตามประเมินผล: กรมสรรพสามิตตรวจสอบการใช้สิทธิ การเบิกจ่าย และรายงานต่อสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ
ในส่วนเส้นทางเงิน กรมสรรพสามิตจะให้ธนาคารออมสินเป็นหน่วยเบิกจ่ายแทนเจ้าของโครงการ โดยออมสินจ่ายเงินสนับสนุนให้ OEMs และ OEMs จะนำไปจ่ายต่อให้ดีลเลอร์ ขณะที่กรมสรรพสามิตทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ พัฒนาระบบสารสนเทศ พิจารณาคุณสมบัติผู้ร่วมดำเนินงาน และกำกับตรวจสอบ รวมถึงตรวจย้อนหลังเพื่อป้องกันการใช้สิทธิหรือเบิกจ่ายที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์
เพิกถอน VIN ถาวร ปิดทางรถเก่าไหลกลับตลาดมือสอง
กลไกสำคัญของโครงการคือการบูรณาการ 3 หน่วยงาน โดยกรมการขนส่งทางบกรับผิดชอบรับแจ้งเลิกใช้รถตลอดไป เพิกถอนและระงับหมายเลขประจำตัวรถในฐานข้อมูล เพื่อป้องกันการนำรถเก่ามาสวมทะเบียนหรือวิ่งบนถนนอีก ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรมขึ้นทะเบียนและกำกับสถานประกอบการกำจัดซาก (Authorized Treatment Facilities) และรับรองเอกสารการทำลายซาก
ข้อเสนอโครงการระบุเหตุผลว่า หากรถเก่าที่นำมาแลกไหลกลับเข้าสู่ตลาดรถมือสองได้ จะเกิดอุปทานส่วนเกินที่กดราคารถมือสอง กระทบมูลค่าหลักประกันของสินเชื่อเช่าซื้อ และไม่ได้ลดมลพิษจริงเพราะรถเพียงเปลี่ยนมือผู้ใช้ การกำหนดสิทธิไว้ที่ 150,000 คัน ยังสอดคล้องกับขีดความสามารถโรงงานกำจัดซากที่ได้มาตรฐานในประเทศ ซึ่งรองรับได้ราว 50,000 คันต่อปี
แผนเบิกจ่ายเริ่ม ม.ค. 70 ติดตามรายเดือน ห้ามต่ำกว่าแผน
ตามแผนการใช้จ่ายเงินรายเดือน การเบิกจ่ายจะเริ่มในเดือนมกราคม 2570 ที่ 136 ล้านบาท และทยอยเพิ่มขึ้นจนถึงเดือนสิงหาคม 2570 ที่ 751 ล้านบาท ส่วนเดือนกันยายน 2570 ตั้งไว้ 2,014 ล้านบาท ซึ่งเอกสารระบุว่ารวมยอดของเดือนกันยายน 760 ล้านบาท ตุลาคม 658 ล้านบาท พฤศจิกายน 521 ล้านบาท และธันวาคม 2570 อีก 75 ล้านบาท
ด้านการติดตามผล กรมสรรพสามิตจะจัดตั้งระบบเชื่อมโยงข้อมูลสามฝ่าย (Tri-Party API Data Hub) ระหว่างกรมสรรพสามิต กรมการขนส่งทางบก และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อติดตามสถานะรถตั้งแต่ซื้อรถใหม่จนเข้าโรงงานรีไซเคิล พร้อมรายงานต่อกระทรวงการคลังและคณะกรรมการกำกับการใช้เงินกู้ทุกสิ้นเดือน หากเบิกจ่ายต่ำกว่าแผนเกินร้อยละ 15 จะตรวจสอบปัญหาเชิงปฏิบัติการทันที
โครงการยังกำหนดการประเมินผลระยะครึ่งแผนในเดือนที่ 8 เพื่อปรับหลักเกณฑ์ ค่ายรถที่ร่วม ความพร้อมโรงงานกำจัดซาก และมาตรการสินเชื่อ และประเมินผลเมื่อสิ้นสุดโครงการในเดือนที่ 15 โดยต้องรายงานภายใน 60 วัน
ตัวชี้วัดหลักประกอบด้วยรถเก่าถูกเพิกถอน VIN และทำลายซาก 150,000 คัน ลดก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 310,000 ตัน CO2 ต่อปี ลด PM2.5 และ NOx อย่างน้อยร้อยละ 30 ในกลุ่มรถทดแทน และมูลค่าหมุนเวียนทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 82,500 ล้านบาท






