
สรรพสามิตชง 'รถเก่าแลกรถกระบะใหม่' ขอใช้เงินกู้ 6,000 ล้าน อุดหนุน 4 หมื่น/คัน
สรรพสามิต ชงขอเงินกู้ 6,000 ล้าน ลุยโครงการ 'รถเก่าแลกรถกระบะใหม่' รัฐแจก 40,000 บาท หนุนแลก 1.5 แสนคัน สกัดฝุ่น PM2.5 หลังพบรถเก่าสะสม 8.17 ล้านคัน พร้อมกระตุ้นตลาดกระบะซบเซา กางเกณฑ์ Co-Pay ดึงค่ายรถแจกส่วนลดเพิ่ม ดันแบงก์ออมสินปล่อยซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ 5%
KEY
POINTS
- กรมสรรพสามิตเสนอโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" โดยขอเงินกู้ 6,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนการซื้อรถใหม่คันละ 40,000 บาท ตั้งเป้า 150,000 คัน
- มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหามลพิษ PM2.5 จากรถยนต์เก่า และกระตุ้นตลาดรถกระบะในประเทศที่กำลังชะลอตัว
- ผู้เข้าร่วมโครงการต้องนำรถยนต์เก่าที่จดทะเบียนก่อนปี 2555 มาแลกซื้อรถกระบะหรือ PPV ใหม่ที่ผลิตในประเทศและผ่านมาตรฐานยูโร 5 ขึ้นไป
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิต ได้ยื่นข้อเสนอขอใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" ทั่วประเทศในปีงบประมาณ 2570
ทั้งนี้มีสาระสำคัญคือ ภาครัฐจะให้เงินสนับสนุนในการซื้อรถกระบะใหม่ภายใต้โครงการแก่ประชาชนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย (อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์) ในอัตรา 40,000 บาท ต่อคัน จำนวนเป้าหมายทั้งสิ้น 150,000 คัน (จำกัดสิทธิ 1 คน ต่อ 1 คัน) โดยร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Co-Pay Mechanism) เพื่อนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักลบราคารถใหม่ทันที เพื่อเป็นการลดภาระค่างวดให้กับประชาชน
รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านมูลค่าหลักประกันและเพิ่มความเชื่อมั่นในการให้สินเชื่อให้กับสถาบันการเงิน ควบคู่กับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (GSB Soft Loan) ของธนาคารออมสิน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
สาเหตุที่ต้องทำโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่
กรมสรรพสามิต ระบุว่า ปัจจุบันข้อมูลกรมการขนส่งทางบกปี 2569 พบรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถตู้ที่มีอายุใช้งาน 10-20 ปีขึ้นไปสะสมในระบบถึง 8,175,322 คัน ในจำนวนนี้มีรถอายุ 20-30 ปีขึ้นไป 3,090,813 คัน และอายุเกิน 30 ปีอีก 1,766,218 คัน โดยรถกระบะดีเซลที่ผ่านมาตรฐานเพียงยูโร 1 ถึงยูโร 3 ถูกระบุว่าเป็นต้นเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และฝุ่น PM2.5 ซึ่งกรมควบคุมมลพิษประเมินว่ามีสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของสาเหตุฝุ่นในเขตเมือง
ทั้งนี้กรมสรรพสามิต ระบุผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ระบุว่าเฉพาะปี 2562 ฝุ่น PM2.5 สร้างความเสียหายต่อครัวเรือนไทยสูงถึง 2.173 ล้านล้านบาท และหากรวมสารมลพิษทุกชนิดจะสูงถึง 4.616 ล้านล้านบาท ขณะที่ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในกรุงเทพมหานครสูงถึง 3,777 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.065 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด
อีกด้านหนึ่ง ตลาดรถกระบะซึ่งเป็นสินค้า Product Champion ของไทยกำลังชะลอตัวอย่างรุนแรง จากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยข้อเสนอโครงการอ้างรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย ณ ไตรมาส 2 ปี 2569 ว่ามาตรฐานการให้สินเชื่อเช่าซื้อเข้มงวดขึ้น และสินเชื่อเช่าซื้อหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2567 เนื่องจากหนี้ Stage 2 และ NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคกระจุกตัวอยู่ในสินเชื่อกลุ่มนี้
ยึดบทเรียนรถคันแรกมาปรับโฉมใหม่
กรมสรรพสามิต ระบุว่าโครงการถูกออกแบบให้จำกัดเฉพาะการแลกซื้อรถกระบะ เพราะโรงงานกำจัดซากรถยนต์ที่ได้มาตรฐานในประเทศมีกำลังรองรับสูงสุดเพียงราว 50,000 คันต่อปี หากเปิดให้รถทุกประเภทเข้าร่วมอาจเกิดภาวะคอขวด ขณะเดียวกันยอมรับบทเรียนจากอดีตว่านโยบายกระตุ้นยานยนต์ที่ออกแบบไม่รอบคอบเคยสร้างอุปสงค์เทียมจนนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก จึงต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างรัดกุม
คุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ
สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิ ต้องเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ และมีชื่อเป็นเจ้าของรถตรงตามสมุดคู่มือจดทะเบียน จำกัด 1 คนต่อ 1 คัน ส่วนรถเก่าต้องเป็นรถจดทะเบียนประเภท รย.1 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน, รย.2 รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน และ รย.3 รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ที่จดทะเบียนก่อนปี 2555 ตรวจสอบเลขเครื่องยนต์และเลขตัวถังได้ เสียภาษีปีปัจจุบันครบ และไม่ติดภาระผูกพันกับสถาบันการเงินหรือถูกอายัด
ด้านรถใหม่ที่ได้รับสิทธิ ต้องเป็นรถกระบะหรือรถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV) ที่ผลิตในประเทศ เครื่องยนต์ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร 5 หรือยูโร 6 ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 185 กรัมต่อกิโลเมตร และรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 หรือเป็นเทคโนโลยี xEV ขณะที่ผู้ผลิตที่เข้าร่วมต้องมีโรงงานผลิตรถกระบะในประเทศและเป็นผู้เสียภาษีสรรพสามิต
กลไกดำเนินโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่"
สำหรับกลไกดำเนินงานกำหนดให้ผู้แทนจำหน่ายเป็นผู้นำรถเก่าไปแจ้งเลิกใช้และเพิกถอนหมายเลขตัวถังกับกรมการขนส่งทางบก ก่อนส่งซากเข้าโรงงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมรับรองเพื่อออกใบรับรองการทำลายซาก จากนั้นผู้ผลิตจะยื่นเอกสารการซื้อขาย เอกสารยกเลิกเลขตัวถัง และเอกสารจดทะเบียนรถใหม่ผ่านระบบสารสนเทศ โดยธนาคารออมสินทำหน้าที่จ่ายเงินแทนให้ผู้ผลิตเพื่อส่งต่อแก่ผู้แทนจำหน่าย
นอกจากเงินอุดหนุนจากรัฐ โครงการยังกำหนดกลไก Co-Pay ให้ผู้ผลิตรถยนต์ร่วมมอบส่วนลดเพิ่มเติมตามหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิต เพื่อให้ผู้ซื้อนำไปใช้เป็นเงินดาวน์หรือหักลดราคารถทันที และให้ผู้ซื้อรถกระบะประเภท xEV ยื่นขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน ในอัตราไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี เพื่อลดยอดจัดสินเชื่อและความเสี่ยงหนี้เสีย
แผนการใช้จ่ายเงินในโครงการ
ส่วนแผนการใช้จ่ายเงินระบุว่าจะเริ่มเบิกจ่ายในเดือนมกราคม 2570 จำนวน 136 ล้านบาท และทยอยเพิ่มขึ้นเป็น 751 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม ขณะที่เดือนกันยายน 2570 ตั้งไว้สูงถึง 2,014 ล้านบาท เนื่องจากรวมยอดที่จะเบิกจ่ายจริงในเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2570 ได้แก่ 760 ล้านบาท 658 ล้านบาท 521 ล้านบาท และ 75 ล้านบาทตามลำดับ
อย่างไรก็ตามกรมสรรพสามิตตั้งเป้าให้โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยกว่า 310,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ลดฝุ่น PM2.5 และก๊าซ NOx อย่างน้อยร้อยละ 30 ในกลุ่มรถทดแทน และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการจำหน่ายรถกระบะที่ผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 82,500 ล้านบาท
สำหรับการติดตามประเมินผล กรมสรรพสามิตจะรายงานผลต่อกระทรวงการคลังและคณะกรรมการกำกับการใช้จ่ายเงินกู้ทุกสิ้นเดือน หากการเบิกจ่ายต่ำกว่าแผนเกินร้อยละ 15 จะตรวจสอบปัญหาทันที พร้อมประเมินผลระยะครึ่งแผนในเดือนที่ 8 และประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการในเดือนที่ 15







