
วิกฤติรถกระบะไทย ส.อ.ท. ชง 7 มาตรการด่วน กู้อุตสาหกรรม 8 แสนล้าน
เดิมพันเศรษฐกิจไทย ส.อ.ท. เร่งรัฐอุ้มรถกระบะ ก่อนย้ายฐานผลิต เดินหน้าชง 7 มาตรการด่วน กู้อุตสาหกรรม 8 แสนล้านบาท ดัน Made in Thailand ลุ้นเม็ดเงินจัดซื้อรัฐ 2 แสนล้าน
KEY
POINTS
- อุตสาหกรรมรถกระบะไทยซึ่งเป็น Product Champion ที่มีมูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาทและมีการจ้างงานสูงถึง 800,000 คน กำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต
- สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ยื่นข้อเสนอ 7 มาตรการเร่งด่วนต่อกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมรถกระบะ
- มาตรการที่นำเสนอครอบคลุมการกระตุ้นความต้องการซื้อ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และมาตรการด้านสินเชื่อ เพื่อรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในประเทศ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ว่า อุตสาหกรรมรถกระบะไทยที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตันที่สำคัญของโลก โดยรถกระบะถือเป็น Product Champion ของอุตสาหกรรมไทย มีสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สูงถึง 90% และมีจำนวนการจ้างงานในอุตสาหกรรมตลอด Supply Chain ครอบคลุมแรงงานทักษะสูงและรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 800,000 คน ดังนั้น การรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมรถกระบะ จึงไม่ใช่เพียงการรักษาผลิตภัณฑ์หนึ่งประเภท แต่เป็นการรักษาฐานอุตสาหกรรมและการจ้างงานของประเทศทั้งระบบ
ชงมาตรการด่วนยกระดับอุตฯกระบะไทย
ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูและยกระดับอุตสาหกรรมรถกระบะไทย โดยเสนอแผนกระตุ้นความต้องการซื้อและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี มาตรการด้านสินเชื่อ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การบริหารการค้า และการส่งเสริมการใช้พลังงานชีวภาพ เพื่อรักษาฐานการผลิต การจ้างงาน และความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอทิศทางการดำเนินงานขององค์กรในวาระปี 2569–2571 ซึ่งมุ่งยกระดับบทบาทของ ส.อ.ท. จากองค์กรผู้แทนภาคอุตสาหกรรม สู่การเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐในการร่วมกำหนดอนาคตภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านการผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ปัจจัยรุมเร้าภาคอุตสาหกรรม
วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศที่มีความเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ
ทั้งนี้ ส.อ.ท. จึงกำหนดวิสัยทัศน์การดำเนินงานภายใต้แนวคิด The New Chapter of Thai Industry เพื่อเปิดบทใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทย โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การยกระดับผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม และการพัฒนาอุตสาหกรรมควบคู่กับความยั่งยืน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูง และเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอนาคต
การขับเคลื่อนดังกล่าวอยู่ภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5I ซึ่งเป็นกรอบการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย ประกอบด้วย Intelligent Industry การยกระดับภาคการผลิตด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ Innovation & Creative Industry การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม งานวิจัย การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญา International Alliance & Network การสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก Industrial Infrastructure Reform การปฏิรูปกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ทุนมนุษย์และระบบสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม และ Inclusive Sustainability การสร้างการเติบโตที่สมดุล เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งผู้ประกอบการทุกขนาดไว้ข้างหลัง
เสนอ 7 วาระต่อกระทรวงอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. ได้นำเสนอ 7 วาระสำคัญ ต่อกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่
- ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์วิกฤติอุตสาหกรรมรถกระบะไทย
- ความร่วมมือเพื่อยกระดับการกำกับดูแลและขยายผล Made in Thailand (MiT) สู่ภูมิภาค
- การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร
- การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทย
- โครงการ BUY THAI
- การพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและสากล
- กลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยผ่านการยกระดับระบบ Made in Thailand (MiT) ให้เป็นมากกว่าตรารับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แต่เป็นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมของประเทศ โดย ส.อ.ท. ตั้งเป้าหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ 200,000 ล้านบาท จากที่เน้นในอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะขยายสู่อุตสาหกรรมระบบราง อากาศยาน และการแพทย์ พร้อมทั้งเสนอความร่วมมือในการยกระดับการกำกับดูแลและขยายผลตราสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) สู่ภูมิภาค ผ่านการเชื่อมโยงกับระบบการกำกับดูแลโรงงานและการบูรณาการการทำงานร่วมกับสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงการรับรองมาตรฐานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทย
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในมิติต่าง ๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อาทิ การผลักดันยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ของอาเซียน และช่วยเหลือเกษตรกร รวมทั้งแก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลน
การยกระดับการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศไทยตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดย ส.อ.ท. เสนอให้ดำเนินการทบทวน ร่าง พ.ร.บ.การจัดการกากอุตสาหกรรม พัฒนาระบบอนุมัติอัตโนมัติด้วย Al (Automatic E-License) รวมทั้งการผลักดัน Circular Economy และ End-of-Waste อย่างเป็นรูปธรรม เช่น แยกซากอิเล็กทรอนิกส์กับซากรถยนต์ออกจากกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้าน ESG และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดันโครงการ BUY THAI
อีกทั้ง ส.อ.ท. ยังผลักดันโครงการ BUY THAI เพื่อส่งเสริมการใช้สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศไทย สนับสนุนผู้ประกอบการไทยลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าและแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ โดยจะพิจารณาเริ่มต้นจากข้อมูล รง. 8 และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อส่งเสริมสินค้าไทย รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศ
ส.อ.ท. จะผลักดันการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดอาเซียนและตลาดโลก เนื่องจากตลาดฮาลาลโลกมีการขยายตัวร้อยละ 6.7 ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง โดยจะดำเนินการแก้ปัญหาอุปสรรคเรื่องระบบมาตรฐานและการรับรองที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าฮาลาลไทย
อย่างไรก็ดี เพื่อให้การขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดเกิดผลอย่างต่อเนื่อง ส.อ.ท. ได้เสนอให้จัดตั้งกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในรูปแบบคณะทำงานร่วม โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำทุก 2 เดือน โดยทั้งสองฝ่าย มีมติจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการร่วมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทาง ติดตามผล และเร่งผลักดันประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรม
นางพิมพ์ใจ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป จะขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดย ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยในทุกๆ มิติ







