
2ฉากทัศน์ เดโมแครตคุมสภาคองเกรส 2 สภา ลุ้นเบรกเกมทรัมป์ ลดกดดันน้ำมัน-ภาษีการค้า
ดร.อัทธ์ มอง 2 ฉากทัศน์ ผลเลือกตั้งกลางเทอม สหรัฐฯกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเดโมแครตจ่อพลิกคุมสภาคองเกรส 2 สภา ลุ้นเบรกเกมทรัมป์ ลดแรงกดดันน้ำมัน-ภาษีการค้า
KEY
POINTS
- มีการวิเคราะห์ 2 ฉากทัศน์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยให้น้ำหนัก 65% ที่พรรคเดโมแครตจะครองเสียงข้างมากได้ทั้ง 2 สภา ซึ่งจะเพิ่มอำนาจในการตรวจสอบและคานอำนาจรัฐบาลทรัมป์
- หากเดโมแครตคุมสภาได้ จะสามารถกดดันนโยบายสงครามอิหร่าน ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์คลี่คลายและส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลดลงราว 9.7% ช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในไทย
- ชัยชนะของเดโมแครตยังเพิ่มโอกาสในการทบทวนมาตรการภาษีการค้าของทรัมป์ และเป็นช่องทางให้ไทยสามารถเจรจาขอลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ร.ศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิชอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ ผลการเลือกตั้งกลางเทอม 2026 สหรัฐอเมริกา กับ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้โดยมอง 2 ฉากทัศน์ เดโมแครตมีโอกาส 65% พลิกครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพิ่มอำนาจต่อรองนโยบายรัฐบาลทรัมป์ ทั้งงบประมาณสงครามอิหร่านและมาตรการภาษีนำเข้า หากสถานการณ์คลี่คลาย หนุนราคาน้ำมันลด 9.7% กดเงินเฟ้อไทยได้ 0.15–0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ พร้อมเปิดช่องไทยเจรจาลดภาษีสหรัฐฯ
ก่อนเลือกตั้ง Midterm 2026 รีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ส่งผลให้พรรครีพับลิกันสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร 220 ที่นั่ง และมีเสียงสนับสนุนรวม 53 ที่นั่งในวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 หรือ Midterm Election สถานการณ์จำนวนที่นั่งในสภาคองเกรสเปลี่ยนแปลงไป โดยพรรครีพับลิกันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 218 คน ขณะที่พรรคเดโมแครตมี 214 คน ส่วนวุฒิสภารีพับลิกันมี 53 ที่นั่ง เดโมแครต 45 ที่นั่ง และสมาชิกอิสระอีก 2 ที่นั่ง
สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ มีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเปิดให้เลือกตั้งครบทั้ง 435 ที่นั่ง ส่วนวุฒิสภามีที่นั่งที่ต้องเลือกตั้ง 35 ที่นั่ง ถือเป็นการเลือกตั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่เหลือของวาระการดำรงตำแหน่ง
โพลชี้เดโมแครตมีลุ้นยึดสภาล่าง ส่วนสภาสูงยังสูสี
ผลคาดการณ์การเลือกตั้งกลางเทอมของสำนักวิเคราะห์ต่าง ๆ ณ ช่วงปิดหีบเลือกตั้งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ตามเวลาไทย มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังมีความสูสี
เมื่อพิจารณาตัวเลขคาดการณ์ พบว่า Decision Desk HQ ประเมินว่าเดโมแครตจะได้ 241 ที่นั่ง และรีพับลิกัน 194 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภาคาดว่าเดโมแครตจะครองเสียง 52 ต่อ 48 ที่นั่ง
ด้าน The Economist ประเมินว่าเดโมแครตจะได้ 234 ที่นั่ง เทียบกับรีพับลิกัน 201 ที่นั่ง ขณะที่ Wall Street Journal คาดการณ์ว่าเดโมแครตจะได้ 224 ที่นั่ง และรีพับลิกัน 211 ที่นั่ง ส่วนวุฒิสภาคาดว่าจะมีสัดส่วน 50 ต่อ 50 ที่นั่ง
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าเดโมแครตมีโอกาสกลับมาคุมสภาล่างค่อนข้างชัดเจน แต่การครองเสียงข้างมากในวุฒิสภายังขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งในหลายรัฐ
เปิด 2 ฉากทัศน์การเมืองสหรัฐฯ เดโมแครตคุมสภาคองเกรสเพิ่มแรงกดดันทรัมป์
การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้มีความสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะกำหนดอำนาจต่อรองระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะนโยบายสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ สงครามอิหร่าน มาตรการภาษีของทรัมป์ และนโยบายกีดกันทางการค้า
จากการประเมินมี 2 ฉากทัศน์ที่ต้องจับตา โดยฉากทัศน์แรก คือ พรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา มีความน่าจะเป็น 65% ส่วนฉากทัศน์ที่สอง คือ เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่รีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้ มีความน่าจะเป็น 35%
หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายมากขึ้น เนื่องจากเดโมแครตจะมีอำนาจต่อรองด้านงบประมาณ และสามารถใช้กลไกสภาคองเกรสตรวจสอบหรือขัดขวางกฎหมายใหม่ของรัฐบาลได้มากขึ้น
ในประเด็นสงครามอิหร่าน เดโมแครตจะมีช่องทางผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหาร รวมถึงต่อรองงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหาร ส่วนประเด็นภาษีนำเข้า เดโมแครตจะมีโอกาสผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษี และทบทวนมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากเดโมแครตได้เพียงสภาล่าง ขณะที่รีพับลิกันยังคุมวุฒิสภา อำนาจต่อรองของเดโมแครตจะมีข้อจำกัดมากกว่า โดยสามารถใช้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบและต่อรองงบประมาณได้ แต่การผลักดันกฎหมายสำคัญยังต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภาด้วย
เดโมแครตคุม 2 สภา ลุ้นสงครามอิหร่านคลี่คลาย ดันน้ำมันลด 9.7% กดเงินเฟ้อไทย
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามอิหร่าน ราคาพลังงาน และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะเพิ่มอำนาจต่อรองในการจัดสรรงบประมาณสำหรับปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน และเปิดโอกาสให้ผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการใช้กำลังทางทหารได้มากขึ้น
หากสถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ความคืบหน้าในการเจรจากับอิหร่าน และทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาคล่องตัวขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ในการประเมินครั้งนี้ กำหนดให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ลดลงจาก 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือ 93.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือลดลง 9.7%
สำหรับประเทศไทย หากต้นทุนพลังงานที่ลดลงส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันขายปลีก ทำให้ราคาปรับลดลง 3–5% และสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนัก 5% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไปของไทยต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 0.15–0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีตามมาตรา 301 ในกรณีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งมีอัตราภาษี 12.5% หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้ จะเพิ่มโอกาสในการผลักดันกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจฝ่ายบริหาร และเปิดช่องให้มีการทบทวนอัตราภาษีดังกล่าว
จากการประเมินมีโอกาสที่ภาษีจะปรับลดจาก 12.5% เหลือ 10% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย แต่ยังต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการทางกฎหมายและการเจรจากับสหรัฐฯ ด้วย ในทางกลับกัน หากเดโมแครตครองได้เพียงสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่รีพับลิกันรักษาวุฒิสภาไว้ได้ การเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีจะทำได้ยากกว่า ส่งผลให้ภาษี 12.5% มีแนวโน้มคงเดิม ขณะที่ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนตามความคืบหน้าของการเจรจาสงครามอิหร่าน
แนะไทยเร่งเจรจาสหรัฐฯ เตรียมรับมือภาษีและความผันผวนพลังงาน
สำหรับประเทศไทย ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อทั้งต้นทุนการส่งออก ราคาพลังงาน และทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยภาครัฐและผู้ประกอบการไทยควรเตรียมความพร้อมใน 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
1. เร่งเจรจาลดภาษีกับสหรัฐฯ
ภาครัฐควรใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหรัฐฯ หารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อขอลดอัตราภาษีตามมาตรา 301 จาก 12.5% เหลือ 10% รวมถึงเสนอให้ทบทวนอัตราภาษีเป็นรายสินค้า เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกไทย
2. เตรียมข้อมูลถิ่นกำเนิดสินค้าและหลักฐานด้านแรงงาน
ผู้ประกอบการไทยควรจัดเตรียมข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต และหลักฐานการจ้างงานให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบด้านมาตรฐานแรงงานและถิ่นกำเนิดสินค้า
3. วางแผนรับมือราคาน้ำมันผันผวน
ภาครัฐต้องติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่านและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง
4. รักษาตลาดสหรัฐฯ พร้อมกระจายตลาดส่งออก
ผู้ส่งออกไทยควรประเมินความสามารถในการแข่งขันด้านภาษีเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งเป็นรายสินค้า รักษาฐานลูกค้าและคำสั่งซื้อในตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันทางการเมืองระหว่างพรรครีพับลิกันกับเดโมแครต แต่เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ทั้งสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมัน และนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
หากเดโมแครตพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาได้จริง รัฐบาลทรัมป์จะเผชิญข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านงบประมาณทางทหารและมาตรการภาษีนำเข้า ซึ่งอาจเป็นโอกาสให้เศรษฐกิจโลกคลายแรงกดดันจากราคาพลังงาน และช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ส่งออกไทย
อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรตั้งความหวังไว้กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเร่งเตรียมความพร้อมด้านการค้า พลังงาน และการกระจายตลาด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่สูง







