
ปรมาณูเพื่อสันติ ดันเทคโนโลยีนิวเคลียร์สู้มะเร็งเต้านม ยกระดับรังสีรักษา
สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ผลักดันเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์ เพื่อสันติรับมือมะเร็งเต้านม ชง 4 ยุทธศาสตร์ชาติยกระดับรังสีรักษา-เวชศาสตร์นิวเคลียร์ แก้ปัญหาการเสียชีวิตของสตรีไทย
KEY
POINTS
- สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เสนอ 4 ยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์ต่อสู้กับมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของสตรีไทย
- ยุทธศาสตร์หลักมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา, การสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสารไอโซโทปรังสี, การพัฒนากำลังคนเฉพาะทาง และการกำกับดูแลผ่านระบบดิจิทัล
- เทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่ใช้มีตั้งแต่การตรวจคัดกรองด้วยดิจิทัลแมมโมแกรม, การวินิจฉัยด้วยสารเภสัชรังสีและ PET/CT, ไปจนถึงการรักษาด้วยรังสีรักษา (Radiotherapy) เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
- ปส. มีบทบาทกำกับดูแลความปลอดภัยของเครื่องมือและสารรังสีทางการแพทย์ในสถานพยาบาลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อคุ้มครองผู้ป่วย บุคลากร และสิ่งแวดล้อม
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ปส. ได้เสนอชุดยุทธศาสตร์เชิงนโยบาย 4 ประการต่อประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์รับมือมะเร็งเต้านม ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของสตรีไทย
ครอบคลุมการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษา ความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสารไอโซโทปรังสี การพัฒนากำลังคนเฉพาะทาง และการกำกับดูแลผ่านระบบดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายตามข้อริเริ่มสากล “Rays of Hope: Cancer Care for All” ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ข้อมูลสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และองค์การอนามัยโลก (GLOBOCAN) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่กว่า 22,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 60 ราย และมีสตรีไทยเสียชีวิตจากโรคนี้กว่า 8,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 22 ราย โดยความสูญเสียดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งครอบครัวและเศรษฐกิจของประเทศ ขณะที่อุบัติการณ์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้การรับมือกับมะเร็งเต้านมกลายเป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ
นายแพทย์รุ่งเรือง ระบุว่า การจัดการมะเร็งเต้านมตามมาตรฐานสากลต้องอาศัยเทคโนโลยีทางรังสีและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดกรอง โดยการตรวจด้วยดิจิทัลแมมโมแกรม (Digital Mammography) ซึ่งใช้เอกซเรย์ปริมาณรังสีต่ำ ช่วยให้แพทย์ตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กหรือหินปูนที่คลำไม่พบได้ตั้งแต่ระยะก่อนลุกลาม ซึ่งเป็นระยะที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในการลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม
ด้านการวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์มีการใช้สารเภสัชรังสี เช่น เทคนีเชียม-99เอ็ม (Tc-99m) เพื่อตรวจหาการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองเซนติเนล (Sentinel Lymph Node) และการสแกนกระดูก (Bone Scan) ช่วยให้ศัลยแพทย์วางแผนการผ่าตัดได้แม่นยำและลดการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่ไม่จำเป็น ขณะที่การตรวจด้วยเครื่อง PET/CT ช่วยประเมินการตอบสนองต่อยาและการรักษาได้ตรงจุด
สำหรับการรักษาด้วยรังสีรักษา (Radiotherapy) เป็นการฉายรังสีพลังงานสูงไปยังเต้านมหรือผนังทรวงอก เพื่อทำลายโครงสร้าง DNA ของเซลล์มะเร็ง ยับยั้งการแบ่งตัว และลดอัตราการกลับมาเป็นซ้ำ โดยเทคโนโลยีรังสีรักษาในปัจจุบันสามารถกำหนดขอบเขตการฉายรังสีได้อย่างรัดกุม ส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะข้างเคียงน้อยที่สุด
นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวด้วยว่า ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีระดับชาติ ปส. กำหนดให้เครื่องแมมโมแกรม เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และเครื่องเร่งอนุภาค (Linac) ในสถานพยาบาลทุกแห่ง ต้องได้รับการขึ้นทะเบียน อนุญาต และตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน เพื่อควบคุมให้ผู้รับบริการได้รับปริมาณรังสีน้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ตามหลักการ ALARA (As Low As Reasonably Achievable)
นอกจากนี้ ปส. ยังควบคุมดูแลวงจรชีวิตของสารเภสัชรังสีทางการแพทย์ ตั้งแต่การนำเข้า การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการจัดการกากกัมมันตรังสี ให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากลของ IAEA เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และสิ่งแวดล้อม ภายใต้พันธกิจในการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากอันตรายของรังสี
ยุทธศาสตร์แรกที่ ปส. เสนอ คือการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีรังสี (Equitable Access to Care) ด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและประกันสังคม ให้ครอบคลุมการตรวจคัดกรองด้วยดิจิทัลแมมโมแกรมและการตรวจขั้นสูง เช่น PET/CT สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูง พร้อมกระจายศูนย์รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ไปยังโรงพยาบาลศูนย์ทุกภูมิภาค เพื่อลดความแออัด ลดระยะเวลารอคอย และเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย
ยุทธศาสตร์ที่สอง คือการสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานสารไอโซโทปรังสี (Securing Radiopharmaceutical Supply Chains) โดยส่งเสริมการบูรณาการระหว่าง ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสถาบันการแพทย์ชั้นนำ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและกระจายสารไอโซโทปรังสีทางการแพทย์ที่สำคัญ เช่น Tc-99m ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างความมั่นคงทางเวชภัณฑ์ในยามวิกฤต
ยุทธศาสตร์ที่สาม คือการพัฒนาและรับรองกำลังคนเฉพาะทาง (Human Resource Development) ผ่านการจัดทำแผนแม่บทระดับชาติในการผลิตและรับรองคุณวุฒิวิชาชีพนักฟิสิกส์การแพทย์ (Medical Physicists) เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO) และนักรังสีเทคนิค ให้เพียงพอต่อการขยายตัวของเทคโนโลยีทางการแพทย์ พร้อมยกระดับการฝึกอบรมร่วมกับ IAEA เพื่อรับการถ่ายทอดเทคนิคการรักษามะเร็งขั้นสูง
ยุทธศาสตร์ที่สี่ คือการกำกับดูแลอัจฉริยะและการประกันคุณภาพ (Smart Regulatory Framework & Quality Assurance) ด้วยการเปลี่ยนผ่านระบบการออกใบอนุญาตเครื่องกำเนิดรังสีและวัสดุกัมมันตรังสีสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อลดความล่าช้าให้สถานพยาบาลนำเครื่องมือแพทย์รุ่นใหม่มาให้บริการได้รวดเร็ว ควบคู่กับการจัดตั้งโครงการตรวจสอบและประกันคุณภาพระดับชาติ (National Audit) ด้านปริมาณรังสีในเครื่องแมมโมแกรมและเครื่องฉายรังสี
เลขาธิการ ปส. ระบุว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติพร้อมทำหน้าที่เป็นเสาหลักด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางรังสี ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขของประเทศไทยสู่มาตรฐานระดับโลก โดยมองว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ทางการแพทย์เป็นลมหายใจแห่งความหวังในการช่วยชีวิตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม







