
‘ยาคุม’ กินนานเสี่ยงเป็น ‘มะเร็งเต้านม’ แค่ไหน
“ยาคุม” ทางเลือกหนึ่งในการคุมกำเนิด ป้องกันการตั้งครรภ์ แต่หลายคนก็มีข้อกังวลว่าจะส่งผลระยะยาวต่อฮอร์โมนหรือมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม
“ยาคุม” ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะเรื่องป้องกันการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่แพทย์ยังใช้ยาคุมเพื่อช่วยให้รอบเดือนสม่ำเสมอ ลดอาการปวดประจำเดือน รวมถึงช่วยควบคุมอาการของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) และเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ทำให้บางคนจำเป็นต้องกินยาคุมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ยาคุมชนิดรับประทานสามารถใช้ต่อเนื่องได้นานหลายปี หากยังเหมาะกับสุขภาพของผู้ใช้ และไม่จำเป็นต้องหยุดยาเป็นช่วง ๆ เพื่อ “พักร่างกาย” อย่างที่หลายคนเข้าใจ
ผลข้างเคียงจากการกิน “ยาคุม”
การรับประทาน “ยาคุม” ก็มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ บางคนอาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คัดตึงเต้านม หรืออารมณ์เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงแรกที่เริ่มใช้ยา ซึ่งอาการเหล่านี้มักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัว แต่หากเป็นต่อเนื่องหรือรบกวนชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาคุมที่ใช้อยู่ยังเหมาะหรือควรเปลี่ยนเป็นชนิดอื่น
ส่วนยาคุมชนิดฮอร์โมนรวมที่มีเอสโตรเจน มีเรื่องที่ต้องระวังคือความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน โดยเฉพาะคนที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันหรือมีภาวะเลือดแข็งตัวง่าย จึงควรแจ้งประวัติสุขภาพให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา
เสี่ยง “มะเร็งเต้านม” มากแค่ไหน
การกินยาคุมแล้วจะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งเต้านม เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่ฮอร์โมนเพศหญิงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมบางชนิด จึงมีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างยาคุมกับมะเร็งเต้านมมาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก National Cancer Institute (NCI) ระบุว่า ผู้ที่ใช้ยาคุมชนิดรับประทานมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ยาคุมยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งรังไข่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
ข้อมูลที่พบไม่ได้หมายความว่า “กินยาคุมแล้วจะเป็นมะเร็งเต้านม” แต่หมายถึงมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และยังต้องดูปัจจัยอื่นประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็นอายุ ประวัติครอบครัว หรือสุขภาพของแต่ละคน
งานวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS Medicine พบว่า ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มค่อย ๆ ลดลงหลังหยุดใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้ พบว่าผู้ที่กำลังใช้มีความเสี่ยงประมาณ 1.27 เท่า หลังหยุด 1–4 ปี ลดลงเหลือประมาณ 1.16 เท่า และหลังหยุด 5–9 ปี อยู่ที่ประมาณ 1.08 เท่า ส่วนผู้ที่หยุดมาแล้วตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ไม่พบความเสี่ยงส่วนเกินที่ชัดเจนจากข้อมูลชุดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 1.27 เท่า ไม่ได้หมายความว่าคนกินยาคุมจะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม 27% เพราะเป็นการเปรียบเทียบความเสี่ยงระหว่างกลุ่มคนที่ใช้กับไม่ใช้ยาคุม ส่วนโอกาสเกิดโรคจริงของแต่ละคนยังแตกต่างกันไปตามอายุและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบตายตัวว่า กินยาคุมกี่ปีแล้วจะเริ่มเสี่ยง หรือกินครบกี่ปีแล้วต้องหยุด แม้งานวิจัยบางส่วนจะพบแนวโน้มว่าความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด แต่ข้อมูลเรื่องระยะเวลายังไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด จึงไม่ควรตัดสินใจหยุดยาเพียงเพราะกินมาหลายปี
กินยาคุมมานาน ต้องดูว่าสุขภาพเปลี่ยนไปหรือไม่
แทนที่จะกังวลว่า “กินยาคุมมากี่ปีแล้ว” สิ่งที่ควรดูมากกว่าคือ สุขภาพในวันนี้ยังเหมือนกับตอนที่เริ่มกินยาหรือไม่ เพราะเมื่ออายุมากขึ้น อาจมีโรคประจำตัวหรือปัจจัยเสี่ยงใหม่ ๆ ที่ทำให้ยาคุมชนิดเดิมไม่เหมาะกับเราอีกต่อไป
คนที่เคยเป็นหรือกำลังเป็นมะเร็งเต้านม เคยมีลิ่มเลือดอุดตันหรือมีภาวะเลือดแข็งตัวง่าย มีโรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง มีไมเกรนชนิดมีออรา รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่และมีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาคุมต่อเนื่อง เพื่อดูว่าวิธีคุมกำเนิดแบบไหนเหมาะกับตัวเองมากที่สุด
โดยเฉพาะคนที่ไม่ควรใช้เอสโตรเจน ต้องระวังวิธีคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะยาเม็ด แต่ยังรวมถึงแผ่นแปะและวงแหวนคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมด้วย ส่วนผู้ที่มีประวัติมะเร็งเต้านม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม และอาจพิจารณาวิธีที่ไม่ใช้ฮอร์โมนตามคำแนะนำของแพทย์
ที่มา : โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล







