thansettakij
thansettakij
คนไทยป่วยมะเร็งเต้านมพุ่งทะลุ 2 หมื่นคนต่อปี แนะทางเลือกการรักษาแนวใหม่

คนไทยป่วยมะเร็งเต้านมพุ่งทะลุ 2 หมื่นคนต่อปี แนะทางเลือกการรักษาแนวใหม่

09 ก.ย. 69 | 04:52 น.
อัปเดตล่าสุด :09 ก.ย. 69 | 04:54 น.

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดสถิติคนไทยป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่สูงถึง 22,363 รายต่อปี หรือมากกว่า 61 คน/วัน ผู้เชี่ยวชาญเร่งดันเทคโนโลยีจีโนมิกส์ AI และยามุ่งเป้า เข้าสู่ระบบสุขภาพพื้นฐาน

KEY

POINTS

  • สถานการณ์มะเร็งเต้านมในไทยมีผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 22,363 คนต่อปี หรือมากกว่า 61 คนต่อวัน และเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย
  • เสนอทางเลือกการรักษาแนวใหม่ที่เรียกว่า "การแพทย์แม่นยำ" (Personalized Medicine) ซึ่งเป็นการรักษาแบบเฉพาะบุคคล แทนแนวทางมาตรฐานเดียวที่ใช้กับทุกคน
  • การรักษาแบบใหม่จะใช้นวัตกรรมขั้นสูง เช่น การตรวจจีโนมิกส์ การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ และ AI เพื่อวิเคราะห์และเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย
  • มีการผลักดันร่าง พ.ร.บ. มะเร็งแห่งชาติ เพื่อยกระดับการดูแลผู้ป่วยและสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาขั้นสูง

เวทีเสวนา “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care” ในงาน Techsauce Global Summit 2026 ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และตัวแทนผู้ป่วย ได้ร่วมกันสะท้อนทิศทางใหม่ของการดูแลรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านจากแนวทางมาตรฐานเดียวไปสู่การแพทย์แม่นยำเพื่อคนไทยทุกคน

นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ป่วยมะเร็งเต้านม ทะลุ 2 หมื่นคน/ปี

สถานการณ์โรคมะเร็งเต้านมทั่วโลกยังคงมีความรุนแรง โดยพบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 2.3 - 2.4 ล้านคนต่อปี สำหรับประเทศไทย “นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย” ผู้อำนวยการ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยว่า มะเร็งเต้านมยังคงครองอันดับหนึ่งมะเร็งที่พบมากที่สุดในหญิงไทย โดยข้อมูลประมาณการณ์ปี 2566 ระบุว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 22,363 รายต่อปี หรือคิดเป็นมากกว่า 61 คนต่อวัน

นอกจากนี้ยังสามารถพบในเพศชายได้ประมาณ 1% ของผู้ป่วยทั้งหมด ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จึงเปิดโอกาสให้ระบบสาธารณสุขไทยเร่งบูรณาการนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ การตรวจจีโนมิกส์และยามุ่งเป้า เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพพื้นฐานเพื่อปิดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำ

วาง 4 ด้านยกระดับดูแลผู้ป่วย

เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง นพ.สมชาย ได้ชี้ถึงความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลผู้ป่วย ผ่านเสาหลัก 4 ด้าน ได้แก่

1.การผลักดันนวัตกรรมให้มีราคาที่จับต้องได้ด้วยการลดต้นทุนและเพิ่มการผลิตในประเทศ

2. การกำหนดบทบาทการลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยรัฐเน้นการป้องกันและการคัดกรองระยะเริ่มต้น ขณะที่เอกชนสนับสนุนด้านบริการและเทคโนโลยีมูลค่าสูง

3. การสร้างกรอบความเท่าเทียมและคุ้มครองสิทธิข้อมูลพันธุกรรม

4. การบูรณาการระบบนิเวศสาธารณสุขตั้งแต่ภาครัฐถึงภาคประชาสังคม

ซึ่งหาก พ.ร.บ. ผ่านความเห็นชอบ คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้สูงถึง 5.5 เท่าภายในปีที่ 15 และคุ้มทุนภายใน 6 ปี

เวทีเสวนา “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care”

ด้านการวินิจฉัย ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า มะเร็งเต้านมแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทางชีววิทยา การแพทย์แม่นยำจึงต้องเริ่มต้นจากการวินิจฉัยระดับดีเอ็นเอ

โดยอาศัยเทคโนโลยีการตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker Testing) การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Comprehensive Genomic Testing) การตรวจสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเลือด (Liquid Biopsy) และการนำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

ชู Personalized Medicine ทางเลือกการรักษา

ขณะที่ รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้เน้นย้ำถึงการรักษารูปแบบใหม่ในยุคเวชศาสตร์ระดับโมเลกุลว่า ข้อมูลทางชีววิทยาของเซลล์มะเร็งและตัวบ่งชี้ทางชีวภาพช่วยให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างเฉพาะเจาะจง รวมถึงติดตามการตอบสนองและการเปลี่ยนแปลงของโรคในอนาคต ทำให้ผู้ป่วยมีทางเลือกมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“แนวคิดการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Medicine จึงช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ในมุมมองของผู้ป่วย คุณพีรดา พีรศิลป์ กรรมการชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย ผู้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมากว่า 20 ปี ได้สะท้อนว่า การรักษาแบบเฉพาะบุคคลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric) คือความหวังสำคัญของคนไข้ แต่เทคโนโลยีจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผู้ป่วยต้องการข้อมูลที่เข้าใจง่าย การดูแลทางจิตใจ และโอกาสในการตัดสินใจร่วมกับทีมแพทย์ (Shared Decision-Making) มองผู้ป่วยเป็นมนุษย์ที่มีครอบครัวและภาระหน้าที่ ไม่ใช่เพียงแค่มองไปที่ตัวโรค

การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด ในการร่วมสร้างความตระหนักรู้และยกระดับผลลัพธ์การรักษา ซึ่งอนาคตของการดูแลรักษามะเร็งเต้านมที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ป่วย เพื่อให้การแพทย์แม่นยำกลายเป็นมาตรฐานการดูแลรักษาที่เข้าถึงได้จริงสำหรับผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศ