
ปส. ถอดรหัส IAEA GC70 ชงยุทธศาสตร์ ดันไทยฮับรักษามะเร็ง-ปูทางพลังงาน SMR
ปรมาณูเพื่อสันติ ถอดรหัสเวที IAEA GC70 ชูไทยศูนย์กลางรักษามะเร็งของอาเซียน ดันไทยนำดิ่งเตาปฏิกรณ์จิ๋ว SMR สู้โลกร้อน ปักหมุดคุมกติกาความปลอดภัยนิวเคลียร์อาเซียน
KEY
POINTS
- ปส. เสนอผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการรักษามะเร็งในภูมิภาค โดยต่อยอดจากการที่โรงพยาบาลรามาธิบดีได้รับเลือกเป็นศูนย์กลาง (Anchor Centre) แห่งแรกในอาเซียนภายใต้โครงการ Rays of Hope ของ IAEA
- เตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) โดยเสนอให้นำมาพิจารณาในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) เพื่อเป็นทางเลือกพลังงานสะอาดในอนาคต
- ยกระดับบทบาทของไทยในเวทีนิวเคลียร์ โดยเตรียมความพร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งอาเซียน (ASEANTOM) ในปี 2571
- เสนอให้เร่งรัดยุทธศาสตร์การสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์และฟิสิกส์การแพทย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาใหญ่ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ สมัยที่ 70 (IAEA GC70) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ซึ่งปิดฉากลงหลังไปก่อนหน้านี้ มีการหารือเชิงนโยบายระดับโลกตลอด 5 วัน
สำหรับการประชุม GC70 ครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 3,600 คน ประกอบด้วยผู้แทนกว่า 3,200 คนจาก 160 ประเทศสมาชิก รัฐมนตรี 78 ท่าน และรัฐมนตรีช่วย 19 ท่าน โดยศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้มอบหมายให้เลขาธิการ ปส. เป็นผู้แทนประเทศไทยขึ้นกล่าวถ้อยแถลง เพื่อตอกย้ำจุดยืนของไทยในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างสันติภายใต้การกำกับดูแลความปลอดภัยสูงสุด
นาย Rafael Mariano Grossi ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA ได้เน้นย้ำบทบาท 7 ทศวรรษของหน่วยงานในการขับเคลื่อนสันติภาพและความมั่นคง ขณะที่ถ้อยแถลงของประเทศไทยได้ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 70 ปี ต้อนรับติมอร์-เลสเตในฐานะสมาชิกใหม่ล่าสุด และยืนยันความมุ่งมั่นต่อเสาหลักทั้ง 4 ของ IAEA ได้แก่ ความปลอดภัย ความมั่นคงปลอดภัย การตรวจสอบ และการใช้ประโยชน์ทางสันติ
ในฐานะสมาชิกคณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ประเทศไทยได้ประกาศให้คำมั่นสนับสนุนเงินเข้ากองทุนความร่วมมือทางวิชาการ (TCF) ปี 2027 อย่างเต็มจำนวน ขณะเดียวกันที่ประชุมได้เลือก 11 ประเทศเข้าดำรงตำแหน่งคณะกรรมการผู้ว่าการวาระปี 2026–2027 เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของหน่วยงานต่อไป ซึ่งสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะประเทศสมาชิกที่มีส่วนร่วมเชิงนโยบายในระดับโลก
ด้านการแพทย์ การประชุม Scientific Forum ภายใต้หัวข้อ Rays of Hope: Delivering on the Promise of Cancer Care มีผู้เข้าร่วม 380 คน เพื่อขับเคลื่อนการรักษามะเร็ง โดยโครงการนี้ระดมทุนได้กว่า 100 ล้านยูโร และมีกว่า 100 ประเทศเข้าร่วม ประเทศไทยได้นำเสนอการที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการแต่งตั้งเป็น Rays of Hope Anchor Centre แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โรงพยาบาลรามาธิบดีจะทำงานร่วมกับเครือข่ายสถาบันการแพทย์ชั้นนำทั่วโลก รวมถึง SingHealth ของสิงคโปร์ที่เพิ่งได้รับการรับรองล่าสุด นอกจากนี้ ไทยยังแสดงศักยภาพการผลิตสาร Sm-153 EDTMP จากเตาปฏิกรณ์วิจัยในประเทศเพื่อบรรเทาอาการปวดกระดูก การจัดส่งเภสัชรังสีให้โรงพยาบาลกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ และนวัตกรรมรางวัลสากล "OhSeleNoCancer" ที่ผสานเทคโนโลยีรังสีและนาโนเทคโนโลยีในการรักษามะเร็ง
ด้านพลังงาน รายงานคาดการณ์ของ IAEA ระบุว่ากำลังการผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าภายในปี 2060 ขณะที่รายงาน Uranium 2026 ยืนยันว่าทรัพยากรยูเรเนียมมีเพียงพอรองรับความต้องการจนถึงปี 2050 ประเทศไทยได้ชื่นชมข้อริเริ่ม Atoms4NetZero ของผู้อำนวยการใหญ่ IAEA และยืนยันความพร้อมในการสร้างกรอบกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังคน เพื่อรองรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR)
พร้อมกันนี้ ปส. ได้เข้าร่วมเครือข่าย Global Network for SMR Innovation (GNSI) ของจีน เพื่อแลกเปลี่ยนทางเทคนิคเชิงพหุภาคี ขณะที่เวที GC70 ยังสะท้อนความร่วมมือที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย 6 ประเทศได้ลงนามกรอบการจัดทำแผนงานระดับประเทศ (CPF) กับ IAEA และสหราชอาณาจักรกับหมู่เกาะคุกได้ส่งมอบสัตยาบันสารสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง
ในระดับภูมิภาค ไทยได้ร่วมกิจกรรม Side Event ของกรอบความร่วมมือ RCA โดยเน้นย้ำความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์พัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมประกาศความพร้อมเข้ารับตำแหน่งประธานเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แห่งอาเซียน (ASEANTOM) ในปี 2028 ขณะที่กิจกรรมฉลองครบรอบ 1 ปีศูนย์ผู้เยี่ยมชม IAEA มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์
สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ปส. เสนอให้ต่อยอดความเป็นเลิศด้าน Medical Hub ด้วยการสนับสนุนทรัพยากรให้โรงพยาบาลรามาธิบดีและสถาบันวิจัยชั้นนำ เพื่อขยายขีดความสามารถในฐานะ Regional Anchor Centre สร้างศูนย์กลางการฝึกอบรมบุคลากรด้านรังสีการแพทย์ของอาเซียน และดึงดูดการลงทุนด้านการแพทย์ขั้นสูง
ขณะเดียวกัน ปส. เสนอให้บูรณาการแผนพลังงานชาติรองรับนวัตกรรมโลก โดยนำข้อมูลประเมินเทคโนโลยี SMR และสถานการณ์ทรัพยากรยูเรเนียมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับอนาคต เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด ควบคู่กับการยกระดับความร่วมมือทวิภาคีผ่าน CPF และเสริมศักยภาพ ASEANTOM
ในส่วนนี้ ปส. เสนอให้เร่งทบทวนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อขอรับการสนับสนุนเทคโนโลยีจาก IAEA โดยเฉพาะด้านการเกษตรและการจัดการทรัพยากรน้ำด้วยไอโซโทป พร้อมเตรียมกำลังคนเพื่อรองรับบทบาทประธาน ASEANTOM ในปี 2028 โดยมุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัยข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงบทบาทผู้นำด้านการกำกับดูแลนิวเคลียร์ของไทยในภูมิภาค
ด้านกำลังคน ปส. เสนอให้เร่งรัดยุทธศาสตร์การสร้างกำลังคน (Next Generation Workforce) ด้วยการบูรณาการหลักสูตรวิศวกรรมนิวเคลียร์และฟิสิกส์การแพทย์ร่วมกับสถาบันการศึกษา พร้อมผลักดันการสร้างศูนย์เรียนรู้เชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Visitor Centre) เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ให้เพียงพอต่อการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในอนาคต







